Tag:- Ever - เนฟเฟอร์

posted on 27 Dec 2011 17:34 by whoaskyou

Tag นี้เอามาจากคุณเพรียว ในฐานะที่ว่างโคตร ในวันนี้ เลยขอเอามาเล่นหน่อยนะคะ….

ของคุณเพรียวอ่านตรงนี้นะ

http://pangpreaow.exteen.com/20100402/tag-never-ever

 

1.โทรหาแฟนเก่าที่เลิกกันไปแล้ว

ไม่เคย...ไม่มีทาง (มีแต่มันอ่ะ โทรมา)

 

2.กินข้าวมื้อเย็นตอน 4 ทุ่ม แล้วบ่นว่าอ้วน

ไม่เคย ไม่ต้องกิน มันก็อ้วนค่ะ

 

3.บีบสิว

ตลอด....  เหมือนมันเป็นนิสัยอ่ะ เวลาใช้ความคิดแล้ว มือมันไปเอง ลูบคลำตามหน้าตามแก้ม พอเจอบริเวณเป็นปุ่มเป็นนูน มันจะแคะ แกะ เกาเองอัตโนมัติ

 

4.หลับทั้งชุดนักเรียน

เอ่อ... เมื่อก่อนนี่บ่อยนะ   แบบว่า กลับห้องมาก็เหนื่อยแล้ว ก่อนจะทำการบ้านอ่านหนังสือต่อ ยะมักจะล้างหน้า แปรงฟันก่อนอยู่แล้ว(แต่บางทีชุดไม่เปลี่ยน ค่อยเปลี่ยนทีเดียวตอนอาบน้ำ) บางทีเลยเผลอหลับไปทั้งชุดนักศึกษานั่นแหละ

 

5.หายงิ  

 

6.รักคนมีเจ้าของ

ไม่เคยค่ะ พอรู้ว่า ชายหนุ่มไม่ได้ตัวคนเดียว ความรักที่เริ่มจะก่อตัว มันจะละลายหายไปดั่งหมอกควัน (ไอ้ผู้ชายพวกนี้ก็นิสัยเสีย ชอบวิ่งตามผู้หญิงที่ไม่ได้สนใจใยดีตัวเอง แต่ทิ้งคนที่รักและห่วงใยตัวเองไว้ข้างหลัง)

 

7.สูบบุหรี่

ไม่เคย... เคยแต่สูบกัญชา    

 

8.ไม่แปรงฟัน ไม่อาบน้ำก่อนเข้านอน

ไม่เคยคร๊า.....   รับไม่ได้นะอย่างนั้น หนาวแค่ไหน เดี๊ยนก็ต้องแปรงฟัน แต่อาบน้ำ “ทั้งตัว” หรือเปล่า อาจพิจารณาตามอุณหภูมิ

 

9.รับโทรศัพท์ในโรงหนัง

ไม่เคยเลยค่ะ ข้อนี้ยะเคร่งครัดกับตัวเองมาก แต่ยะจะเปิดเงียบ(แต่ไม่สั่น)เอาไว้ เพื่อดูว่า ใครโทรมาบ้าง หนังจบจะได้โทรกลับถูก

 

10.โทร.หา(ผู้ชายหรือผู้หญิง)อีกคน ด้วยเหตุผลที่ว่าคุณโทรหาคนที่อยากคุยด้วยไม่ได้

ไม่เคยค่ะ ถ้ามัน(เป้าหมาย)ไม่รับ ก็วางไปยังงั้นแหละ หรือไม่ถ้ามันสำคัญ ก็ส่งข้อความไป

 

11.เมา...เพื่อลืมคนรัก

ไม่เคย รู้สึกเปลือง

 

12.เถียงพ่อแม่

ไม่เคย เคยแต่เถียงลุง (ก็คนมันอยู่กับลุงนี่นา)

 

13.แอบส่งสายตาให้แฟนเพื่อน

ไม่เคย... ไม่ใช่คนดีอะไรหรอก แต่แฟนเพื่อนแต่ละคน ไม่เป๊คเราเลยซักกะคน

 

14.ใส่รองเท้าที่เล็กกว่า 1 เบอร์ ถึงเจ็บก็ยอม ขอให้ดูดี

ไม่เคยค่ะ ยะมีรองเท้าเยอะมาก แต่ละคู่เน้นใส่สบายและดูดีไปพร้อมๆกัน ที่สำคัญต้องทน ราคาไม่เกี่ยง จะวิปมากเวลาที่ถ้าต้องใช้เวลาเลือกกว่าครึ่งปีแต่ซื้อมา แค่ 3 เดือนก็มาพังทิ้งกันไปยังงั้น (ยะหารองเท้าใส่ยาก เพราะเท้าเล็กและอูมมาก) เพราะงั้น พวกคู่ละ 4-5 ร้อยไม่เคยมองเลย ร้านตามข้างทางหรือแผงลอยหรือแม้แต่ในสยามก็ไม่เคยซื้อเลยเหมือนกัน ไม่ไว้ใจ

 

15.หายข้อที่ 2 แล้วนะ

 

16.เวลาเมา...แล้วทำอะไรต่อ

อ้วก !  เมา(เหล้า)แล้วเป็นยังงั้นตลอด ทรมานมาก เลยไม่ค่อยดื่มค่ะ

 

17.หาย

 

18.ขอยืมเงินแม่ แต่ไม่มีกำหนดคืน

ไม่เคย

 

19-20 หาย

 

21.บอกว่า "เปล่า" ทั้งที่ในใจมีอะไร

ไม่เคย เพราะยะเก็บอารมณ์ไม่อยู่ โดยเฉพาะเรื่องงาน มีอะไรจะเม้งตรงนั้นเลย หาข้อสรุปแล้วจบกันไป ทิ้งข้ามวันลืมแน่ๆ แต่ถ้าคุยไม่รู้เรื่อง ยะก็จะตามด่าจนกว่าจะพอใจล่ะ  

 

22.หาย

 

23.เม้าท์เพื่อน

บ่อยนะ เพราะเพื่อนก็เมาท์เราเหมือนกัน เชื่อดิ

 

24.จอดรถในที่ห้ามจอด

ห้ามจอดแบบไหนอ่ะ แบบปรากฏเป็นเครื่องหมายจราจรเลยนี่ ไม่เคยละเมิด กลัวใบสั่งมาก รู้สึกมันเป็นตราบาปเลยล่ะ แต่ถ้าห้ามแบบอ้อมๆเช่น ปักป้ายไว้บอกว่า ที่จอดรถสำหรับคนพิการอะไรนี่ ก็พอสมควร... ก็นะ... คนพิการแบบไหนกันที่มีปัญญาขับรถ ถ้ามันพิการแค่นิดๆหน่อยๆก็ไม่สมควรได้รับสิทธิพิเศษหรอก อย่างบางคน นิ้วหายไปนิ้วนึงงี้ จะมาอ้างสิทธิ์ความพิการ ได้ที่จอดดีๆไป ?? เพื่อ?? แต่ถ้าบางคนถึงขนาดต้องนั่งรถเข็นนี่ ไม่คิดว่าในเมืองไทยจะมีนะ พวกตาบอดหรือหูหนวกก็ขับรถไม่ได้หรอกมั้ง (มันจะได้ยินเสียงแตรได้ไงล่ะ??)

 

25-26-27 เอาเข้าไปหายทีเดียว 3 ข้อเลย

 

28.เมาแบบไม่รู้ตัว ไร้สติ

4 ครั้ง แต่ละครั้งก็เกิดเรื่องบ้าบอขึ้น แต่ก็ปลอดภัยดี เพราะเมาแบบนั้น จะเป็นเฉพาะเวลาอยู่กับเพื่อนๆ เค้าก็ดูแลเราดี

 

29.กินข้าวคนเดียว

อย่างบ่อย โดยเฉพาะมื้อเที่ยง ต้องการอะไรเร็วๆ ง่ายๆ ไปกันหลายๆคนมันจะไม่ได้กินซักที ไม่มีโต๊ะ

 

30.รักคนไม่ดี

ครั้งนึง เข็ดจนตาย

 

31.แอบรักข้างเดียว

เคยตอนสมัยวัยรุ่นน่ะ แค่ครั้งเดียวเอง

 

32.รักทั้งที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้

ไม่เคยดันทุรังค่ะ ถ้ารู้ว่าไม่เหมาะสมก็จะปล่อยไปเลย

 

33.โดนหอมแก้ม

ทุกวัน  อุอุ...  เดี๊ยนก็อายุอานามใช่น้อยแล้วนะเคอะ

 

34.โดนจูบ

ปาก...  ใช่มะ? เคยเมื่อนานมากมาแล้วอ่ะ... ห่างหายไปนานจริงๆ

 

35.ไม่กินข้าวทั้งวัน

เมื่อก่อนจะท้องน่ะ บ่อยอยู่นะ เวลางานติดพัน บางทีกาแฟแก้วเดียวเช้ายันเย็น เวลาหิวมากๆ มันก็มักจะกินอะไรไม่ลงเสียด้วยสิ

 

36.ชอบเพศเดียวกัน

ไม่เคย... รู้สึกไม่ค่อยดี

 

37.กินเหล้าเพียวๆ

เซี่ยงชุน ตอนเป็นเมนส์น่ะ

 

38.ไปผับ

บ่อยค่า....   ไอริชผับข้างออฟฟิศนี่ แหล่งเลย

 

39.มีเรื่องชกต่อย

ไม่เคย...  เคยแต่ตบกันอ่ะ

 

 

 

40.ร้องไห้คนเดียว

บ่อยอยู่

 

41.รักใครสักคนจนทำให้ทุกอย่าง

ไม่เคยค่ะ รักใคร เราจะ(พยายาม)รักอย่างฉลาด ไม่เอาเปรียบเค้า ไม่ให้เค้ามาเอาเปรียบเราด้วย ... ยกเว้นลูกๆ ตอนที่มันยังเล็กจนช่วยตัวเองไม่ได้นะ

 

42.เสียใจกับการกระทำของคนบางคน

บ่อยนะ แต่พยายามเตือน พยายามสอน แต่เมื่อไม่ฟังก็ต้องปล่อยไป

 

43.กินของที่ดูขยะแขยง

ทางเหนือเรียก แอ๊บอ่องออ (ห่อหมกสมองหมูน่ะ) ดูแหยะๆ ฟังรายการส่วนประกอบก็ขยะแขยง แต่ก็กิน ....  ให้กินเดี๋ยวนี้ กินไม่ได้แล้วนะ ไม่ใช่ขยะแขยงนะ แต่กลัวโคเลสเตอรอลง่ะ

 

44.คิดจะหนีออกจากบ้าน

ไม่เคย ที่บ้านมีความสุขดี

 

45.คิดจะไปไกลๆที่ๆไม่มีใครรู้จัก

เคยเหมือนกัน แบบว่า อยากผจญภัยให้ชีวิตมีเรื่องตื่นเต้นบ้างน่ะ

 

46.หมั่นไส้ใครบางคนจนอยากจะไปต่อยหน้าเค้า

บ่อยมาก แต่สุดท้ายก็ทำแค่ต่อยด้วยคำพูด...   เจ็บกว่านะเออ

 

47.รำคาญคนใน msn

เลิกเล่นไปนานแล้วเหมือนกัน

 

48.เดินห้างคนเดียว

บ่อยมาก ส่วนมากจะเดินอย่างเดียว ไม่ซื้อ วันที่มีคนไปด้วยค่อยซื้อค่ะ

 

49.ดูหนังคนเดียว

บ่อยมาก เพราะแนวที่ดู เด็กๆจะดูไม่ได้ (ต่ำกว่า 18) จะชวนอิผัวก็ไม่ใช่แนวมัน มันเลยไม่ดูด้วย

 

 

 

50.แอบชอบแฟนเพื่อน

ไม่เคย เหมือนข้อ 13 น่ะ

 

51.เคยทำ Tag นี้

ไม่เคย...  ทำไมมันหายหลายข้อจัง

 

 

 

 

 

 

ของขวัญปีนี้ได้มา มีแต่อะไรไม่รู้ที่จะไม่ได้ใช้เองซะส่วนใหญ่ ตกลงนี่ของขวัญวันเกิดยะ รึของขวัญรับขวัญหลานวะ? ยะถามเพื่อนๆที่อุตส่าห์หอบของขวัญมาหาที่โรงแรมด้วยคำถามนี้ซ้ำกันกว่าหกรอบแล้ว

 

ยะเกิดวันที่ 25 ธค. ซึ่งเป็นวันที่ชาวคริสต์เกือบทั้งโลกเฝ้ารอคอย .... ใช่สิ.... ก็มันเป็นวันหยุดด้วยนี่นา จริงๆยะเกิดวันไหนก็ไม่มีใครรู้หรอก นอกจากผู้หญิงที่เบ่งยะออกมาแล้วหนีหายสาบสูญไป คนนั้นคนเดียว แต่ก๊ะที่เคยดูแลเรา สมัยพ่อยะยังอยู่ บอกว่า แกไปแจ้งเกิดให้ยะวันนี้แหละ ดังนั้น ไม่ใช่ ก็ใกล้เคียงละวะ

 

ปีนี้ อายุ 31 แล้ว ....  หนังหน้ายังไม่เหี่ยว หน้าที่การงานมั่นคงดี ชีวิตครอบครัวพอไปได้ ลูกผัวก็ไม่ก่อปัญหา เอาน่า... โชคดีกว่าหลายๆคนแล้ว แต่ทำไม ยังห่อเหี่ยว

 

ขึ้นชื่อว่าผู้หญิง พออายุเริ่มเข้าเลขสาม ทุกคนต้องเป็นกังวลบ้างล่ะแหละ ยะพนันได้ บางคนกังวลว่า ป่านนี้ยังไม่มีแฟน และไม่มีแววว่าจะมี (แน่ล่ะสิ ก็หล่อนมัวแต่เอาวัยสาวและเงินทองไปทุ่มเทอย่างไร้ค่าให้กับการเป็นแม่ยกของเหล่าดาราเกาหลีหล่อด้วยมีดหมอหมดน่ะสิยะ ป่านนี้พวกมันก็ยังไม่รู้ว่าหล่อนนั่งเหนียงเหี่ยวอยู่ตรงนี้แถมเสียเงินไปกับพวกมันตั้งเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ ไร้สาระ มว๊าก ! ) บางคนก็กังวลว่า หน้าที่การงานยังไปไม่ถึงไหน (อายุฟาดเข้าเลขสาม ยังเป็นได้แค่ โอเปอเรเตอร์รับโทรศัพท์เงินเดือนหมื่นสอง บอกให้ไปเรียนภาษาเพิ่มก็ไม่ไป บอกให้ไปเรียนเพิ่มเติมก็ไม่ไป วุฒิ ปวส. ได้แค่นั้นก็เต็มที่แล้วแหละอีนางเอ๊ย) บางคนก็กังวลว่า เงินเก็บเงินออมยังน้อยนิดเหลือเกิน (งดเที่ยว งดปาร์ตี้หลังเลิกงานซะ เดือนๆ จะได้เก็บหลายพันเลยแหละหล่อน เชื่ออิฉันเหอะ)

 

เนี๊ยะ....  ความกังวลของหญิงสาว  Foot in mouth

 

สำหรับยะตอนนี้กังวลเป็นอย่างมากเรื่องที่ลูกจะออกมาปกติดีหรือเปล่า ถือว่าเป็นความกังวลของแม่ท้องทุกคนนะยะว่า ตอนนี้ แค่สบายใจว่า แขนขามันมีครบแล้ว ต่อให้ออกมาเอ๋อๆ อย่างน้อยก็ไม่ต้องลำบากเรา  

 

ปกติยะชื่นชอบช่วงเทศกาลคริสมาสมาก ไม่ใช่เพราะตัวเองเป็นคริสต์หรอกนะ (ห่างไกลจากคำว่าคริตชนมาก) แต่เป็นเพราะบรรยากาศรื่นเริงที่อวลอยู่รอบๆตัวเราที่บรรดาห้างร้านต่างๆสร้างขึ้น(เพื่อดึงเงินจากกระเป๋าเรา) นั่นเอง เพลงคริสมาส และกลิ่นคุกกี้ แทบจะประสานกันตลอดทางเดินสกายวอร์คมาเลยทีเดียว ข้างทางก็จะประดับประดาไปด้วยไฟหลากสี ต้นคริสมาสเขียวๆแดงๆ กล่องของขวัญปลอมๆ และก็อากาศที่เย็นลงจากปกติอย่างมากของช่วงเดือนนี้ ที่ทำให้เราคิดไปเองว่า เหมือนจะมีหิมะมาตกได้จริงๆแบบสเปรย์โฟมหน้ากระจกร้านกาแฟซะยังงั้น (หลอกตัวเองชะมัดยาด)

 

 

 
แต่สังเกตไหมว่า พอเป็นเทศกาลของไทย จะไม่ค่อยมีของแสดงอัตลักษณ์ซักเท่าไหร่ ถ้าสมมติว่า เราไม่ได้ดูปฎิทินเลยนะ สมมตินะคะสมมติ เราจะไม่รู้เลยว่า วันนี้ วันนั้น วันไหนคือสงกรานต์ ถ้าไม่เห็นคนแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าลายดอกๆ ประแป้งที่หน้า แล้วถือขันหรือปืนมาสาดน้ำใส่กัน ...   หรือแม้แต่วันมาฆบูชา วันเข้าพรรษา วันวิสาขะ หรือวันอื่นๆ
 
 
โอเค...  อาจจะยกเว้นสำหรับวันลอยกระทง ที่มีสัญลักษณ์ หรือเครื่องสะกิดใจอยู่ที่การวางกระทงหน้าสถานที่สำคัญๆ หรือการแขวนโคมลอยหน้าบ้าน
 
 
ในขณะที่ของฝรั่ง เวลาพูดถึง อีสเตอร์ เราจะนึกถึงไข่บ้าง กระต่ายบ้าง คริสมาสก็จะเป็นซานตาครอส หรือต้นคริสมาสประดับ ornament ทั้งหลาย หรือขอบคุณพระเจ้าที่ต้องเป็นไก่งวง อะไรทำนองเนี๊ยะ
 
 
คิดในอีกแง่ ก็เป็นเพราะศาสนาแบบของไทยในความเชื่อดั้งเดิม สอนให้คนไม่ยึดติดวัตถุสินะ.... ดีจัง

 

 

 

 

 

 

และอากาศแบบนี้ก็ยังทำให้คิดถึงคนเคยอยู่มากขึ้นไปด้วย....  Frown

 

 

 

ก่อนหน้านี้มีใครเคยถามไม่รู้ จำไม่ได้ละว่าพี่สาวยะหายไปไหน ...   เกรียน่ะแหละ

 

คริสมาสนี้เป็นปีที่สองแล้วที่มันพยายามจะเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับยะและเด็กๆ ส่งการ์ด ส่งของขวัญ ส่งกระทั่งการ์ดเชิญให้ไปทานอาหารที่บ้าน หรือที่ร้านด้วยซ้ำ แต่ยะไม่อยากไป

 

ที่ผ่านมา ไม่รู้มันไปตกระกำลำบากอะไรที่ไหนมามั่งหรอก ไม่รู้ และไม่สนใจจะถาม เรื่องของมัน แต่ตอนนี้เกรียได้สามีเป็นแขก... แขกขาวชาวอังกฤษ (ดูยังไงก็ไม่ใช่ฝรั่งว่ะยะว่า) และลงทุนเปิดร้านสารพัดทั้งในกรุงเทพและหัวเมืองใหญ่ๆ อาทิเช่น เชียงใหม่และภูเก็ต ขายของจำพวก เฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน และพวกงานฝีมือรวมไปถึงเครื่องประดับพวกต่างหู กำไล ทั้งแบบโบราณแท้ และจำลองแบบโบราณ ร้านรวงใหญ่โต แต่ท่าทางมันคงงกน่าดู เพราะดูจากเสื้อผ้าท่าทางของเกรียในแต่ละครั้งที่เราพบกัน มันดูไม่เหมือนคุณนายร้านเฟอร์นิเจอร์เลยซักนิด

 

ยะไม่ค่อยอยากพบเกรีย เพราะกลัวมันจะทวงเงิน (ของลุง) คืน

แต่เกรียไม่เคยพูดเรื่องนี้เลยซักนิด ไม่พูดถึง...กระทั่งพ่อตัวเอง

 

ขนาดเมื่อคราวที่พบกันครั้งที่สามเมื่อปีกว่าๆ ยะบอกว่าลุงทิมเสียไปนานแล้ว มันยังไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย มองหน้ายะกลับด้วยแววตาว่างเปล่า แถมยังพูดอีกว่า ก็คิดไว้เหมือนกัน ....   ซึ่งมันทำให้ยะปรี๊ดมาก  หลังจากนั้น ยะก็พยายามจะหลีกเลี่ยงมัน ไม่พยายามสุงสิง ติดต่อกับมัน มีแต่มันที่เป็นฝ่ายติดต่อมาฝ่ายเดียว

 

ประเด็นก็คือ ยะไม่เข้าใจว่ามันต้องการอะไรจากยะ และยะก็ไม่ได้ต้องการอะไรจากมัน

 

 

 

ชิมะซังออกจากโรงพยาบาลแล้ว แล้วก็โทรหายะสองสามรอบเพื่อมาอวยพรวันเกิดในแบบของแก

ฮับปิ๊บาชิเดอิ ตู๊ยูว์….. ฮับปิบาชิเดอิ ตู๊ยูววว์ ..... 

ฮะปิบ๊าชิเด ฮะปิ๊บาชิเด...  เอ... เอ... เอ...

ฮับ... ปิ๊... บาช.. ชิเดอิ ....  ตู๊...ยูววววววว์.... 

 

(อ่านออกไหมว่ามันควรจะเป็นคำว่าอะไร เค้าร้องงี้จริงๆนะ)

 

 

ของขวัญวันเกิดยะปีนี้ประกอบไปด้วย เครื่องปั๊มป์นมไฟฟ้าแบบเต้าเดี่ยว, เครื่องนึ่งขวดนม, ผ้าอ้อมสาลู สี่ โหล, ชุดเซ็ทขวดนมแก้ว, กระเป๋าหลุยส์ ติงต๊องที่แม่สามีเบื่อแล้วใบนึง, รถเข็นเด็ก, คาร์ซีท และก็เสื้อผ้าเด็กเนื้อดีจากโรงงานอีกหนึ่งโหล..... 

 

 

ตกค่ำ เต๊กพาไปดินเนอร์สุดหรูแถวบ้านเพื่อนมัน ชุดฟูลคอร์สนั้นประกอบไปด้วย ซุปเปอร์ตีนไก่หนึ่งจานใหญ่ แกงอ่อม ลาบควาย น้ำพริกลงเรือ และก็ส้มตำปลาร้า(ต้มแล้ว ยะเห็น) ที่อร่อยที่สุดในนนทบุรี  .....  ที่ร้านบรรยากาศดีมาก กางโต๊ะอยู่ริมน้ำ ลมพัดฉิวเฉื่อย แต่ต่อเนื่องซะจนสั่นหงั่กๆ ต้องซดแกงอ่อมลดอาการสั่น ข้าวเหนียวร้อนๆ จ้ำกับลาบควายอุดมข่า อร่อยเหลือล้ำ อิเต๊กมันบอก... ชดเชยที่ปีนี้ เราไม่ได้ขึ้นเหนือนะมึงนะ (ท้องอยู่ เดินทางไกลไม่ได้)

 

ผัวเดี๊ยนน่ารักมาก  Cry

     

 

 

 

 

 

สู้กันต่อไป ซอรียะห์ หมดเวลาเพ้อเจ้อของหล่อนแล้ว โย่วๆ

 

 

 

ปล. เอนทรี่นี้อ่านดูเวิ่นเว้อพิลึกเนอะ ว่ามะคะพี่น้อง?  เอาน่า... ทุกอย่างมันเป็นเพราะ “ฮอร์โมน” น่ะ

 

 

 

 

จ๊ะเอ๋...

posted on 23 Dec 2011 12:57 by whoaskyou

หลังจากที่หายไปนานพอสมควร…   มีโอกาสเข้าเน็ทนอก กลับมาดูในเอ๊กทีนอีกทีก็พบว่า

- เพื่อนๆเราที่เคยลงเอนทรี่ดีๆ น่าอ่านๆ หายไปเยอะเหมือนกันแฮะ

- เอนทรี่พวกจิ้นบ้าๆบอๆไร้สาระ ทวีจำนวนล้มหลาม จนบางที หน้าอัพเดททั้งหน้ามีแต่เรื่องพวกนี้

- คงเป็นเพราเข้าหน้าหนาว เอนทรี่พร่ำเพ้อพรรณนาก็เยอะมากๆเหมือนกัน

 

น่าเบื่อ.... Frown

 

 

ชีวิตยะตอนนี้วุ่นวายมากเริ่มจาก

1. ลูกในท้องที่หมอเคยการันตีว่าตัวผู้ชัวร์ พอไปตรวจอีกที กะเจี๊ยวหดหายกลายเป็นจิ๋มไปซะงั้น ....  ยะไม่ได้รู้สึกเฟลล์อะไรมากมายหรอกนะ เพราะคนที่ฟูมฟายน่ะ พ่อมันนู่น .... ด่าหมอใหญ่เลย ไหนมึงบอก ควบคุมเพศได้ไงห๊า  สัสเน่!! หลอกกูวววว์  Yell

 

หมอคืนตังค์ด้วยอ่ะ ... แค่ 20% เอง... เก็บไว้เป็นค่าเก็บ stem cell ละกัน 

(-__-“)

 

2. วันอาทิตย์นี้วันเกิดยะ อายุ 31 (จะ)ลูก 3 แล้วและรู้สึกห่อเหี่ยวใจมาก

 

3. หาพี่เลี้ยงเด็กอ่อนไม่ได้ พวกที่ติดต่อกันไว้ก็พากันกลับบ้านไปทำนากันหมด    

    ก็ดี... เกี่ยวข้าวให้ฉ่ำใจไปเลย แล้วก็ไม่ต้องเสนอหน้ากลับมาอีกแล้วนะ ยะเอาไปฝากโรงบาลในซอยนี่ก็ได้วะ จะได้เดินไปหาตอนบ่ายๆได้ด้วย
 
    เอมี่ส่งข่าวว่าจะกลับมาเดือน 2  อองซานซูจีเดินหน้าแช่มออกจากที่คุมขังแล้ว สถานการณ์ก็ดีขึ้นเพราะ ตันฉ่วย ก็กำลังสร้างภาพสุดฤทธิ์ ก็หวังว่าจะดีไปนานๆ  เดือน 2 ก็คงช่วงก่อนคลอดนิดหน่อย แต่ช่วงนั้น จินนี่คงต้องการคนอยู่ด้วยมากกว่า เพราะเดือนสี่ ทิมก็จะไปแล้ว

 

4. โรงเรียนที่ อังกฤษตอบรับกลับมาแล้ว ทิมจะไปเดือนเมษาที่จะถึงนี่ ตอนนี้ก็เลือกซื้อของ เก็บของ ทำอะไรไป จินนี่ชอบไปแอบทำตาแดงๆคนเดียวหลังบ้าน

    พอถามว่า แล้วจะไปด้วยกันซะเลยมั๊ยล่ะ ก็ไม่ไปอีก บอกจะอยู่ช่วยมอมมี่เลี้ยงน้องให้โตก่อน....  ไอ้ตูดเอ๊ย....   จะมาน่ารักอะไรตอนนี้เนี่ย

 

5. ตอนนี้ที่บ้านยังไม่มีครัว เนื่องจากครัวเก่ามันแช่น้ำเละไปแล้ว รื้อออกไปและรออันใหม่มาติดตั้ง แต่เนื่องจากมันเป็นช่วงสิ้นปี แถมน้ำเพิ่งลดใหม่ๆ คิวเลยแน่นมาก กว่าจะมา

    ทีแรกอยากได้แบบสเตนเลส เอาแบบในโรงครัวโรงแรมเลยน่ะ ทีนี้ จะแช่น้ำกี่เดือนกี่ปีก็ไม่เป็นไรแล้ว ผัวบอก เมิงจะบ้าเหรอ นี่บ้านคนนะ เดินเข้ามากินกาแฟที โต๊ะครัวเงาแว๊บ...แดกไม่ลงว่ะ เอ๊า... เป็นงั้นไป 
 
     ก็เลยเลือกเอายี่ห้อเดิม ปูท็อปหินอ่อนเหมือนเดิม สีเหมือนเดิม แบบเดิมเด๊ะ...  เออดีเหมือนกันเนอะ ไม่ต้องเสียค่าออกแบบใหม่

 

6. หลังน้ำลดนี่ เลนเอาหมดตัวกันเลยทีเดียว ข้าวของในบ้าน ที่ยกขึ้นข้างบนไม่ได้ก็แช่น้ำ เสียบ้าง รอดบ้าง รถก็เสีย เพราะน้ำมันซึมมาจากใต้ดิน ขนาดเอาไปจอดในเมืองแล้วนะ มันยังเสียจนได้ สูงขนาดนั้น ยังท่วมถึงใต้ท้องรถอ่ะ เชื่อเค้าเลย

    สวนหน้าบ้านหลังบ้านนี่ไม่ต้องพูดถึง ต้นไม้ตายเป็นแถบ คงเหลือแต่ต้นใหญ่ๆ ที่ไม่เป็นไรเลย ต้นเล็กๆ ไม้ประดับขอบรั้ว ไม่เว้นกระทั่งกล้วยไม้... ไปหมดแล้ว คราบน้ำตามขอบผนังบ้านอีก.... จนป่านนี้ ห้องบางห้องยังใช้ไม่ได้ เพราะต้องรื้อหลายๆอย่างออกไปก่อน ....  เหนื่อยใจเสียจริงๆ

 

 

สงสารตัวเองนิดหน่อย...  แค่นิดหน่อยจริงๆ เพราะพอไปอ่านเรื่อง How lucky you are? ของคุณเพรียวแล้ว ปัญหายะกลายเป็นเรื่องงี่เง่าบ้าบอมาก ไร้ความสำคัญสุดๆ จิ๋วจ้อยไปเลย.... 

 

เอาใจช่วยคุณพังเพรียวนะคะ

 

Merry X Mas ทุกๆคนค่ะ  

ก็แค่โชคดีละนะ

posted on 01 Oct 2011 18:46 by whoaskyou

....ก็เต๊กมันเพิ่งขับรถเป็นเมื่อหัวฝนนี่เอง

 

ประโยคข้างต้น มักจะเป็นประโยคแก้ตัวกลายๆที่ยะมักจะบอกหลายๆคนเวลาได้ยินเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับมารยาทบนท้องถนนของสามีตัวเอง

 

ใช่...  อิเต๊กมันขับรถได้เหี้ยมาก...  ไม่คิดจะเถียง

 

 

หากเป็นในยามปกติธรรมดาแล้ว ยะไม่มีทางจะร่วมทางไปกับรถคันไหนก็ตามที่เต๊กมันเป็นคนขับ ไม่ใช่ว่ากลัวตาย หรือขับได้อันตรายอะไรหรอกนะ แต่รู้สึกอายตัวเองและรับไม่ได้อย่างแรงเกี่ยวกับมารยาทการใช้รถใช้ถนนของมันต่างหาก จะไปไหนด้วยกันยะขับเอง ไม่งั้นก็ต้องแยกกันไปคนละคัน

 

 

อิเต๊กมันเป็นคนที่มีเซนส์เกี่ยวกับยวดยานพาหนะที่แย่มาก

 

แย่แค่ไหน? ก็แย่ขนาดที่เวลาขับอยู่บนทางด่วนแล้วมี วิออส กับอัลติสขับตีคู่อยู่ข้างหน้า แต่มันก็แยกไม่ออกว่าคันไหนวิออส คันไหนอัลติส จนกว่าจะได้เข้าไปจี้ตูดเค้าเพื่ออ่านโลโก้บนกระโปรงหลังน่ะแหละ

 

มันใช้เวลาอยู่ครึ่งปี กว่าจะรู้ว่า ไอ้รถเตี้ยๆ แคบๆ เหม็นๆ แดกน้ำมันกระจุยกระจายที่มันใช้อยู่นั่น คนเขาเรียกกันว่า Z3

 

และก็ใช้เวลาต่ออีกหลายเดือนกว่าจะสำเหนียก ว่า เดี๋ยวนี้ ไอ้ Z3 นี่ไม่มีใครเค้าใช้กันแล้ว เพราะมันมีตัวใหม่ที่ดีกว่า สวยกว่า แดกน้ำมันน้อยกว่า ที่เรียกว่า Z4 ออกมาใช้กัน (เป็นชาติ) แล้ว

 

ไม่ต้องพูดถึงการฝากฝังมันให้เอารถไปเข้าศูนย์เพื่อเช็คสภาพ, ตรวจตามระยะ หรืออะไรเลยนะ ทุกวันนี้ไม่รู้ว่ามันรู้หรือยังว่า รถของมันเอง ยางอะไหล่เก็บอยู่ตรงไหน อะไรคือนมหนู หัวเทียน ผ้าเบรก อะไรคือแหนบ และอะไรคือกล่อง ECU ยังไม่ต้องพูดถึงคันที่ยะใช้ มันยังหารูเสียบกุญแจไม่เจอเลยด้วยซ้ำ

 

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่มันไปเที่ยวผับกับเพื่อนๆสมัย ป.ตรี .... ก็สิบกว่าปีก่อนนู้นน่ะนะ เสร็จแล้ว เพื่อนเจ้าของรถเมาปลิ้น ขับกลับเองไม่ได้ ส่วนยะก็แอลกอฮอล์ในเลือดเพียบ เจอด่านโดนเป่า ก็เสร็จแหงแก๋ คงเหลือแต่มันที่ไม่ค่อยได้ดื่มได้กิน (เต้นอย่างเดียว) เพื่อนคนนั้นเลยบอกให้มันขับพากลับคอนโดหน่อย

 

เพื่อนคนนั้นใช้ CRV รุ่นแรกเลยอ่ะ ....   

 

อิเต๊กรับกุญแจไป สตาร์ทรถ แต่ก็จอดแช่อยู่อย่างนั้นเป็นสิบนาที ไม่ถอยมารับพวกเราซักที (รถจอดในระยะที่มองเห็นได้) เราก็เลยเดินไปหามันแทน อยากรู้ว่า เป็นห่าอะไรวะ ทำไมไม่ขับออกมาซักที จอดแช่อยู่ได้

 

“เกียร์รถมึงอยู่ไหนวะ !”  อิเต๊กถามหน้าตื่นเมื่อเพื่อนๆเดินเข้าไปถึง

 

(-______-“)

 

 

 

 

นั่นเป็นเรื่องเมื่อสิบกว่าปีก่อนสมัยที่ยังเป็นหนุ่มน้อย เป็นเกย์ขบเผาะหน้าตาน่าเอ็นดู...   แต่มาจนทุกวันนี้ แก่จนหงอกแดกไปครึ่งหัว กลายเป็นเกย์แก่ปากจัดจ้านแล้ว ความงี่เง่าในเรื่องขับขี่ก็ยังคงอยู่อย่างไม่จืดจางห่างหายไปไหน

 

เช้าวันจันทร์ บนทางด่วนฉลองรัชที่แสนจะอึ้บอั้บ แน่นเอี๊ยดด้วยรถจากเกษตรนวมินทร์ ผสมผเสกับรถจากรามอินทราบวกนวลจันทร์ เต๊กมันก็ยังสามารถขับรถไป แดกข้าวไป วิ่ง 40 กม/ชม. อยู่ ณ เลนขวา หวานเย็น ขวางทางชาวบ้านที่ต่างก็เร่งร้อนอยู่ได้อย่างไม่อนาทรร้อนใจ มิไยคันข้างหลังจะตบไฟด่ามันเป็นระยะๆ แต่ที่มันทำก็คือ บิดกระจกมองหลังไปทางอื่นซะ แสงจะได้ไม่แยงตามัน !!!

 

แต่ในความเวร ยังมีความดีอยู่ ถ้าคันที่ไล่หลังมาเป็นรถพยาบาลหรือมูลนิธิอะไรซักอย่าง จะเปิดไซเรนหรือไม่ก็ตาม ไม่ต้องรอให้บอก มันจะรีบเบียดออกไปให้พ้นทางทันที นอกจากนั้น ถ้าวิ่งข้างล่าง พอใกล้จะถึงทางม้าลาย มันจะชะลอเสมอ และถ้ามีคนรอข้าม มันก็จะจอดให้ตลอด บางทีคันข้างๆเห็นมันจอด เลยต้องจอดตามไปด้วย คนที่รอ (และท่าจะรอมานานแล้ว) ก็เลยได้ข้ามได้ซักที

 

 

 

 

ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ...

 

เพราะเห็นมันขับรถเวรๆ เหี้ยๆแบบนี้ แต่มันไม่เคยประสบอุบัติเหตุหนักเนื่องจากชนกับรถคันอื่น หรือมีคันอื่นมาชนมันเลยนะ อุบัติเหตุครั้งที่หนักที่สุด เล่นเอารถพังยับ ก็คือครั้งที่มันขับเข้าอัดฝาบ้านตัวเองนั่นแหละ หม้อน้ำแตก กระจกแตก ถุงลมแตก แต่ตัวมันไม่ยักกะเป็นอะไร แค่เคล็ดขัดยอก ทาถู ทาถู นิดหน่อยก็หาย ทั้งๆที่คนอย่างมัน เวลาวิ่งบนวงแหวน น่าจะกวนบาทาบรรดา สิบล้อ เทรลเลอร์พอสมควร แต่มันก็ไม่ยักเคยถูกปาดถูกเบียด

 

พ่อสามีเคยถามยะว่า เวลาไปไหนมาไหนด้วยกัน ทำไมยะไม่เคยยอมนั่งคู่คนขับซักที ยะก็เลยสวนไปว่า คุณพ่อลองดูซักครั้งสิคะ มาถามแบบนี้ ยะบรรยายไม่ถูกหรอกค่ะ

 

ครั้งนั้นก็เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย ที่คุณพ่อนั่งรถไปกับมันเหมือนกัน เห็นทีจะยังคงค้างแค่คุณแม่เท่านั้นที่ทำทีว่าไม่เชื่อว่าลุกชายของตัวจะขับรถได้ระยำปานนั้น แต่ถึงกระนั้น คุณเธอก็ไม่เคยกล้าลองเหมือนกัน เวลาออกไปข้างนอกด้วยกัน ก็ให้คนรถเอารถ Van ออกตลอด (แสดงว่าแหยงๆเหมือนกันนะเนี่ย)

 

 

 

 

 

 

พรุ่งนี้เป็นอาทิตย์...   ครอบครัวเราจะไปเที่ยวระยองกัน อาจจะต้องออกแต่เช้า และในครั้งนี้ที่ยะขับรถเองไม่ได้ เอมี่ไม่อยู่ ทิมไม่มีใบขับขี่และจินนี่ หัวยังไม่พ้นพวงมาลัย....  เอ่อ....

 

 

 

 

แอบปรึกษากับลูกว่าเราเช่ารถตู้พร้อมคนขับไปกันดีกว่ามั๊ย  ...  ไม่อยากให้พ้นคืนนี้ไปเลย เต๊กกับเอสยูวีคันเขื่อง จะรอดปลอดภัยไหมหนอ....     

 

 

 

 

 

Update ชีวิตต่ออีกนิดนะจ๊ะ

posted on 30 Sep 2011 10:44 by whoaskyou

 

จากเหตุการณ์แข้งหักขาฮ้าน ก็ส่งผลให้ยะใจไม่สงบสุข ขยุกขยิก (เพราะเริ่มคัน) จิตงุ่นง่าน งานการไม่ค่อยเดิน เพราะมัวแต่พะวงกับรูปทรงของ “เฝือกรองเท้า” ที่ขาซ้าย

 

ที่แย่กว่านั้น เสือกเป็นไข้หวัดอีก  Frown

 

 

เมื่อวานซืนกลับไปโรงพยาบาลอีกรอบ แต่คราวนี้ด้วยอาการเป็นหวัด เจ้าหน้าที่ที่แผนกต้อนรับถามว่า คนไข้ท้องอยู่ใช่ไหมคะ (คุณพยาบาลคงมองไม่ค่อยออกเพราะพอลงจากรถ บุรุษพยาบาลก็เอารถเข็นมารอ บังคับเรานั่งทันที) งั้นต้องไปหาหมอสูติค่ะ หมอจะได้สั่งยาคนท้องได้ถูก ไอ้เราก็ไปตามนั้น แต่ไม่คิดว่า จะต้องนั่งรออยู่กว่าครึ่งวัน กว่าจะได้ตรวจ  ....  ป๊าดดดด...   นี่โรงบาลเอกชนชั้น 1 นะนี่ ไม่อยากจะนึกว่าจะเป็นยังไงถ้าเป็นโรงบาลรัฐ ยะไปแต่ 9 โมงคงได้ตรวจบ่าย 3 เป็นแน่แท้ (นี่ยังดี ได้ตรวจตอนสิบเอ็ดโมงครึ่ง)

 

จิ้มหู วัดไข้อะไรทั้งหลายแหล่แล้ว หมอก็ขอเจาะเลือดตรวจ แล้วก็รอผล ปรากฏว่า เลือดยะนี่ แทบจะเป็นน้ำเปล่ากันเลยทีเดียว อันว่า ฮีโมโกลบิน, พลาสม่าและเกร็ดเลือดนั้นพอมีอยู่บ้าง แต่สารอาหารในเลือดนี่ หาไม่เจอ แถมยังความดันต่ำอีก เมื่อคืนแทบไม่ได้นอน นอนไม่หลับ เพราะจมูกวิ่ง (ฮูดังตั๋น) ก็เลยต้องลุกมาสั่งน้ำมูก หรืออันที่จริงคือ น้ำใสๆที่อัดแน่นอยู่เต็มรูจมูกที่สั่งยังไงไม่ออก ต้องอาศัยทิชชู่ป้ายเอาๆอย่างเดียว นั้นแล....  พอโดนเข็มจิ้มก็พาลจะลมใส่ พี่ๆพยาบาลควักยาดมมาจ่อจมูกแทบไม่ทัน (ไม่ได้ผลนะคะ ขอบอก จมูกเดี๊ยนไม่ได้กลิ่นอะไรเลยค่ะ)

 

จากนั้น หมอก็เรียกคุณพ่อเข้าไป (ก็อิเต๊กน่ะแหละ แผนกนี้เค้าจะเรียกคนท้องว่า คุณแม่ยังงั้น คุณแม่ยังงี้ ส่วนอิผัวก็ต้องเรียกว่าคุณพ่อ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของเสปิร์มหรือไม่ก็ตาม) แล้วบอกว่า เดี๋ยวหมอจะให้ตารางสารอาหารนะ คุณพ่อต้องช่วยดูแลให้คุณแม่ได้อาหารตามนี้นะ เพราะเลือดคุณแม่ (แม่งโคตร) ใสโจ๋งเจ๋งมาก อิเต๊กก็รับเอาตารางไปดู แล้วก็เอาผลเลือดไปดู ไม่รู้มันอ่านออกหรือเปล่านะ แต่ยะอ่านไม่ออกว่ะ ลายมือหมอ สุดยอดเหมือนกันทุกคน

 

ออกจากโรงบาลมาตอนเที่ยง แวะกินข้าวก่อนไปส่งจินนี่ที่โรงเรียน วันนี้มันใช้ข้ออ้างลาครึ่งวันว่า “แม่ป่วย” ...  

(-____-“)

... คนอื่นเขาเอาไว้ลางานกันเวลาเขียนว่า “ลูกป่วย” แต่ไอ้นี่ใช้วิธีนี้ซะ คุณครูก็ยอมให้มันลาอีกนะ บ้ามาก

 

 นั่งกินข้าวกันไป เต๊กมันก็บอกว่า เดี๋ยวจะหาโปรตีนผงๆมาให้ยะกิน พร้อมกับพวกน้ำผลไม้เสริมวิตามินอะไรต่อมิอะไรน่ะ ยะก็เข้าใจว่า จากที่มันเคยอุดหนุนสินค้า MLM, ขายตรง มาเยอะ มันก็คงมีใครรู้จักที่ขายของพวกนี้อยู่บ้างล่ะมั้ง ก็เลยเออออห่อหมกกับมันไป พอกินข้างเสร็จ ยะก็กลับบ้านไปนอน มันก็ออกไปทำงานทำอะไรของมันไป

 

 

เต๊กกลับบ้านมาตอนเย็น พร้อมกับถุงใบใหญ่

 

ในถุงเต็มไปด้วย อาหารเสริม และน้ำผลไม้ สกรีนหน้าถุงว่า Unicity

 

ไอ้แม่ย้อย !! ให้ไปหาซื้อโปรตีนผงมากระปุกนึง ทำไมมันกลายเป็นอะไรต่อมิอะไรเต็มถุงเลยล่ะนี่ มันก็ทำหน้าตื่นเต้นพูดว่า นี่มึง, แทนที่จะซื้อเขากินไปเรื่อยๆ สู้เอามาสั่งเอง บริหารเองดีกว่านะ จากนั้น มันก็เล่าเรื่องที่เพื่อนมันประสบความสำเร็จอย่างนั้นอย่างนี้ให้ยะฟัง ยะก็นั่งฟังด้วยอาการซึมฤทธิ์ยา งึมงำ พึมพำไปตามเรื่อง แต่ท่าทางมันตื่นเต้นมาก ซึ่งยะไม่เห็นอะไรแบบนี้ในดวงตามันมานานแล้ว

 

สรุป ปรั๋วกรูก็กลายเป็นสาวกขายตรงไปอีกคนนึงแล้ว

 

วันรุ่งเช้า พอตื่นมา มันก็กระวีกระวาด ชงโปรตีนผงมาให้ยะดื่ม ซึ่งยะขอพูดตรงๆว่า รสชาติหมาไม่แดกมากอ่ะ โอเคค่ะ เรื่องสารอาหารอาจจะเข้มข้นมากมายจริงจัง (ก็ดูราคามันเหอะ...ขนลุก) แต่พอชงออกมาแล้ว เหมือนเราเอาแป้งข้าวจ้าวมาละลายกับน้ำ มีกลิ่นดิบๆของแป้งปนอยู่ในน้ำชืดๆ จะเย็นก็ไม่เย็น จะร้อนก็ไม่ร้อนอ่ะ แค่กลิ่นก็สามารถอ้วกได้แล้ว

 

เต๊ก...  แดกไม่ลงว่ะ ... ไม่อร่อย

 

อิเต๊กยังไม่ละความพยายาม เอาน้ำผึ้งมาหยอดนิด ชิมอีกหน่อยดิ๊...  แดกไม่ลงจริงๆมึง ...  อ้ะ  เอาเกลือมาโรย...  เออ...  ค่อยยังชั่วหน่อย งั้น.. เอาผงมะนาวมาเหยาะซิ ....   ก็ดีขึ้นนะ สุดท้าย เอาน้ำแข็งมาคนๆ ให้มันกลายเป็นเครื่องดื่มเย็นๆไปซะ จิบจิบ... เออ ใช้ได้แฮะ

 

อ้ะ... ทีนี้ก็แดกซะมึง เอาให้หมดแก้วเลย

 

ทีแรกยะไม่อยากกินน้ำเย็นอ่ะ เพราะมันจะทำให้จมูกวิ่งอีก แต่เห็นมันพยายามขนาดนั้น เลยพูดไม่ออก กลั้นใจดื่มโปรตีนชง ที่ตอนนี้กลายเป็น “น้ำเต้าหู้รสมะนาว” ไปแล้วนั้นจนหมดแก้ว....  

 

มีตั้ง 6 กระปุก จะกินยังไงหมดล่ะเนี่ย เฮ้อ....  Undecided

 

 

 

 

อุตส่าห์ปะเหลาะหมอให้เขียนใบรับรองแพทย์ว่าเห็นสมควรลาได้ตั้งวันที่ 27 – 30 แต่พอตื่นเช้ามาวันนี้ ก็นึกขึ้นได้ว่า มีประชุมนี่หว่า แมทช์ชี้ชะตาซะด้วย ก็เลยถ่อสังขารมาออฟฟิศแต่เช้า หิ้วกล่องมาอันนึง ในนั้นเป็นยาทั้งนั้น ทิมบอกว่ามันเรียกว่า “ล่วมยา” ...  หลังๆมา ทั้งยาบำรุง ยาแก้ปวด แก้หวัด แก้ไออะไรมันเยอะแยะไปหมด ไม่สามารถใส่ถุงใบน้อยน่ารักที่ทางโรงบาลให้มาอีกต่อไปได้ เลยไปหากล่องพลาสติกมาใบนึง ดูเหมือนไปปิคนิก ตลอดเวลา (แต่ข้างในนั้นคือยา ยา และยา) น่ารักมากกกก....   

 

ตั้งใจจะมาประชุมนะ เอาล่วมยามา แต่เสือกลืมเอาคอมพิวเตอร์มา กรรม....  

 

 

 

 

ต่ออีกนิด

คนท้อง = เยี่ยวบ่อย

เป็นหวัด = ปากแห้ง + ต้องกินยา + หิวน้ำกว่าปกติ

ขาหัก = เดินไม่สะดวก + เจ็บแผล

 

แล้วไงวะ?

 

วันนี้ตึกออฟฟิศน้ำไม่ไหล = ส้วมใช้ไม่ได้

ต้องลงจากชั้น 23 ของตึกออฟฟิศไปเยี่ยวที่ตึกข้างๆ ห่างออกไปอีก 50 เมตร

 

โอ้ว.....  

 

 

 

 

 

ปล. ขอสดุดีแด่ผู้คิดค้น น้ำมันกวางลุ้ง มา ณ ที่นี้ค่ะ ช่วยชีวิตคนเป็นหวัดแท้ๆ