คำพูดที่เป็นหัวเรื่องวันนี้ เป็นของแม่เฒ่าคนนึงที่ยะเคยคุยด้วยสมัยก่อน

 

ตอนนั้นเป็นปี 35 มั้ง? หรือไงนี่แหละ น้ำท่วมทุกหย่อมหญ้า ฝายกั้นน้ำที่แม่ฮ่องสอนแตก น้ำไหลท่วมเมือง คนบ้านป่าบ้านดอยรู้จักน้ำท่วมก็อิตอนนั้นแหละ มันขึ้นวืบๆ แล้วมันก็ลงวืดๆด้วยความรวดเร็ว ไม่เกินสองสามวัน เหลือทิ้งไว้แต่ความเสียหายและคราบตรงฝาผนัง

 

บ้านที่ลุงทิมเช่าอยู่เป็นบ้านชั้นเดียวที่มียกพื้นอยู่บ้าง เอาไว้เก็บของ

 

ไอ้ยกพื้นที่ว่า มันมีลักษณะเป็นเหล็กตัว C ตีเป็นโครงขึ้นไปตามฝาผนังสูงจากพื้นแค่พอพ้นหัว (หัวลุง – ซึ่งสูงมาก) แล้วเอาไม้กระดานพาดไปตามยาวเพื่อเอาไว้เก็บของที่เรายังไม่ได้ใช้ ณ ขณะนั้น เช่น เก็บผ้าห่มนวมหนาพิเศษในเดือนเมษายน หรือเก็บพวกเสื้อกันฝนเก็บร่มในเดือน พฤศจิกายนเป็นต้น

 

 ยกพื้นที่ว่านี้ ได้ช่วยชีวิตหนังสือแสนรักของพวกเราเอาไว้ รวมถึงเสื้อผ้าข้าวของต่างๆ ... หน้าตาไม่สวย แถมทำให้บ้านดูแคบ แต่มันใช้ได้จริงค่ะพี่น้อง Cry หลังน้ำท่วม เราเลยเสียหายน้อยกว่าเพื่อนบ้านหลังอื่นนิดหน่อย ค่าที่ว่า ของเล็กๆน้อยๆของเรายังอยู่ครบ แต่พวกทีวี ตู้เย็นนี่ ... ก็ไปแล้วเหมือนกัน (หลังจากนั้นมา เราไม่เคยมีทีวีอีกเลย เป็นที่มาว่า ทำไมยะไม่ชอบดูทีวี)

 

เดือนที่น้ำท่วมนั้นเป็นเดือนตุลาคม ซึ่งมันจะเริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ฝนลงค่อนข้างหนักในทุกปี พอกันยายน น้ำในบริเวณบ้านเราก็จะนองๆ ปริ่มๆให้ได้ใจหายกัน บางทีส้วมก็ราดไม่ลง นั่นถือเป็นสัญญาณเลยล่ะ บางทีถ้าบ้านไหนพื้นที่ต่ำมากๆ พอถึงเดือนตุลาคม มันก็จะท่วมบริเวณบ้านพอดี ท่วมแบบ ท่วมขังน่ะ ที่บ้านยะ น้ำมันจะท่วมทุกปีอยู่แล้ว ถึงประมาณครึ่งหน้าแข้ง แล้วพอเดือนพฤศจิกายน มันจะลดหายไป

 

แต่ปีนั้น เป็นปีพิเศษหน่อย เป็นปีที่เทศบาลประกาศออกเสียงตามสายเลยว่า ฝายแตกแล้ว น้ำจะมาถึงตัวอำเภอในอีก 5 ชม. เคยเห็นไหม? ระบบ PA ที่ประกอบไปด้วยลำโพงฮอร์นสีเทา ปักอยู่บนเสาไม้ไผ่สูงประมาณ 5 เมตร แต่โยงสายระโยงระยาง และปักเสาได้ทั่วเมืองเลยน่ะ ยะชอบนะ และถือว่า เค้าทำระบบได้ดีพอสมควร ใครเกิด ใครตาย งานใครจัดอะไรที่ไหน ก็ประกาศออกทางลำโพงนั้นแหละ ให้ชาวบ้านได้ทราบโดยทั่วกัน เช้าก็เปิดเพลงปลุก (6โมงน่ะมาละ) เปิดพระเทศน์บ้างอะไรบ้าง เย็นมาก็เปิดเพลงชาติ หรือเพลงจ๊อยค่าวซอ ก็ว่ากันไป ไม่รู้เดี๋ยวนี้ยังมีอยู่หรือเปล่า

 

อ้าว.... นอกเรื่องนี่หว่า Foot in mouth

 

หลังจากเทศบาลประกาศโพล๊ะ! ก็สร้างความแตกตื่นกันพอสมควร เด็กๆกลับจากโรงเรียนไปช่วยพ่อแม่เก็บของ แต่ของยะ ลุงบอกว่า อย่ากลับมานะ อยู่กับเกรียที่โรงเรียนน่ะแหละ เพราะลุงกลัวว่า น้ำจะท่วมสูงแล้วจะพัดเราหายไป เลยย้ำให้อยู่ที่โรงเรียน อยู่บนชั้นสองเข้าไว้ และถ้าจำเป็นก็ขึ้นไปชั้นสามซะเลย

 

พอตอนเย็น เราก็ได้เห็นน้ำท่วมถึง เอว .... ทั่วทั้งเมือง

 

โรงพยาบาล เทศบาล ถนนหนทาง กลายเป็นแม่น้ำสายย่อมๆไปหมด จำได้ว่า ยะตื่นเต้นมาก เพราะนอกจากเจ้าพระยากับน้ำปายแล้ว ยะก็เพิ่งเคยเห็นผืนน้ำเวิ้งว้างว่างเปล่าแบบนี้ครั้งแรก (แต่ที่โรงเรียนไม่ยักท่วมแฮะ)

 

เรากลับบ้านแล้วก็พบว่าเข้าบ้านไม่ได้ ลุงต้องพาไปอยู่บ้านเพื่อนที่เปิดเป็นบาร์ฮิปปี้ ณ ขณะนั้น อยู่ได้ราว 3 วัน ก็ถึงได้กลับมาที่บ้าน เก็บกวาดซากเน่าอะไรต่อมิอะไรในบริเวณบ้านกันยกใหญ่หลังจากนั้น

 

เวลาน้ำท่วมช่วงปกติของทุกปี สิ่งที่ขึ้นมาตายเสมอๆคือ ไส้เดือน (ไส้ปี) ตัวยาวกว่าฟุต อ้วนกลมเท่านิ้วโป้ง เป็นสิบๆตัวที่ลานหน้าบ้าน แต่ปีนั้นพิเศษ มีงูสารพัดชนิดจมน้ำตายเกลื่อนเลย ลุงต้องเอาไม้กวาดทางมะพร้าวมา กวาดๆพวกมันไปกองซ่อนไว้ทางหนึ่งก่อนที่เกรียจะเข้าบ้าน เพราะถ้ามันเห็นเข้า (ไม่ว่าจะเป็นหรือตายแล้ว) มันจะกรีดร้องโหยหวนไปทั่วหล้านภาปายเลยทีเดียว ....  อิเกรียมันเกลียดและกลัวงูเอามากๆอ่ะ

 

แล้วพอเดือนพฤศจิกายน อากาศแม่งก็หนาวร้ายกาจ หนาวชนิดที่เราเรียกกันว่า หนาวเสี้ยงป้อ (หนาวพ่อตาย) แต่คนที่ตาย ไม่ใช่พ่อยะหรือพ่อใคร แต่เป็นเหล่าพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยเฒ่าๆ และละอ่อนน้อย (เด็กน้อย) ไปจนถึงน้องแอ (เด็กทารก) ที่พ่อแม่หาเงินมาซื้อผ้าห่มให้ได้ไม่มากพอ.... ปีนั้น แม่ฮ่องสอนหนาวตายเป็นเบือ บางส่วนที่ไม่ได้หนาวตายก็ไฟครอกตาย เพราะอุบัติเหตุเพลิงไหม้ มีมาเล่าเป็นข่าวหน้าห้องทุกวัน

 

หนาวขนาดไหน ก็ถึงขนาดขี่มอไซค์โดยไม่ใส่ถุงมือไม่ได้ก็แล้วกัน.... เดินเอาเวิร์คกว่าอ่ะ

 

อากาศหนาวดำเนินไปเรื่อยๆนับแต่เดือน 11 ล่วงเลยไปจนถึงเดือน 2 ของปีใหม่ พอขึ้นต้นเดือน 3 ความลำบากก็มาเยือนพวกเรา เพราะแดดแจ๋ๆที่ควรจะแผ่ความร้อนตอนเข้าแถวหน้าเสาธง กลับยังไม่มีความร้อนให้ได้สัมผัสให้ชื่นใจเลยแม้แต่น้อย แล้วพอถึงต้นเดือน 3 ที่เป็นช่วงสอบปลายภาค เราก็แทบจับปากกาทำข้อสอบกันไม่ได้

ลมพัดโกรกมาทีไร เราก็สั่นกึกๆๆๆ ทรมานชิบเป๋ง  Tongue out

 

ย่างเข้าเดือนสี่หรอก ความหนาวถึงจะค่อยสลายหายไป แต่ช่วงเช้าจนถึง 10 โมง และหลังจาก 2 ทุ่มไปแล้ว มันก็ยังเย็นเยียบ เยี่ยวเป็นไออยู่ดี

 

ที่ปายสมัยนั้นน่ะ กระทั่งเดือนเมษา ก็ยังเก็บผ้านวมไม่ได้นะ

 

....

 

นั่นคือความทรงจำเรื่องน้ำท่วมในอดีตของยะ

 

สิ่งที่พบหลังจากน้ำท่วมปีนี้คือ ความหงุดหงิด การเมือง และเรื่องงี่เง่าของคนไม่กี่คนที่ทำให้ทั่วทั้งภาคกลางฉิบหายวายป่วงกันหมด

 

ด้วยหน้าที่การงาน เลยต้องเข้ามารับทราบความเสียหายในปริมาณท่วมท้น และตัวเลขมหาศาลที่ใครบางคนต้องเผชิญ (ตัวเลขของตัวเองที่ต้องผจญอยู่นี่ก็ใช่น้อย)

 

น้ำท่วมปีนี้ จึงไม่มีคำว่าสนุกเข้ามาเกี่ยวข้องเลยซักนิด มีแต่ความเสียใจ คับข้องใจ ขัดเคืองและเศร้าหมองซะล่ะมาก

 

ปีหน้า อย่าได้เป็นแบบนี้อีกเลย....  เฮ้อ....

Comment

Comment:

Tweet

ทางนั้นเค้าก็มองวิกฤตเป็นโอกาส ว่า นโยบายรากหญ้าของเค้าจะเห็นผลชัดเจนก็คราวนี้

ท่วมไปก่อน ท่วมไปเรื่อยๆ แล้วค่อยเยียวยาด้วยเศษเงิน

แต่โรงงานและบริษัทห้างร้านเค้าไม่เอาด้วย เค้ามองกันออกว่า เมิงจงใจนี่หว่า ห่าเน่... แต่ทำไงได้ ประชาธิปไตยบ้านเมืองนี้อยู่ในมือคนส่วนใหญ่ที่.... นะ... เป็นที่รู้กัน คุณสมบัตอเพียบพร้อมกับการออกเสียงทางการเมืองและทิศทางการพัฒนาประเทศมากๆ

#11 By ใครถามยะ on 2012-01-19 13:52

เคยเจอน้ำท่วมหนักๆ ถึงขนาดพายเรือก็ตอนเด็กมากๆ ที่บ้านเล่าให้ฟังว่าซนจนหล่นจากบันไดชั้นบนหล่นปุ๊ลงน้ำ ดีว่างมกันขึ้นมาทันท่วงที(จมปุ๊บงมปั๊บ)


แต่มาเจอน้ำท่วมปีนี้ เล่นเอาพูดไม่ออกบอกไม่ถูก เพราะเอาจริงๆ มันไม่สมควรจะท่วม สาเหตุจะด้วยเพราะน้ำมากหรืออะไรก็ตามแต่ คนเฒ่าคนแก่อยู่กันมาในพื้นที่หลายสิบปีไม่เคยเจอ

พอมาให้เจอทีเล่นเอาเสียหายกันระนาว แบบที่เงินชดเชยก็ไม่ได้ช่วยอะไร และอย่างที่พี่ยะว่าแหละ การเมืองนำหน้า ความเดือดร้อนของ ปชช. ตาดำๆ ก็แค่ลมพัดผ่าน

#10 By veenasyamashita on 2012-01-19 13:44

แต่ปีนี้ก็หนาวนะครับ

แต่แค่แป็บเดียว sad smile

#9 By keaaaa on 2012-01-15 15:03

เสียงตามสายที่นี่ยังมีอยู่เลยค่ะแต่ไม่ได้เปิดทุกวัน
จะเปิดเฉพาะเวลามีข่าวประชาสัมพันธ์เท่านั้น
เมื่อลอยกระทงที่ผ่านมาน่าขำ
คือตอนนั้นเป็นช่วงน้ำท่วมกันใหม่ๆ
ที่นี้มีผู้มีเงินท่านกลัวน้ำจะท่วมโซนท่าน
เลยยัดเงินให้ผู้ใหญ่บ้านเอาดินมาถมคลองซึ่งตอนแรกจะถมตรงบ้านเพรียว(บ้านเพรียวอยุ่ต้นคลอง)
ที่นี้แม่ไม่ยอม ผู้ใหญ่บ้านเลยไปถมด้านใน
น้ำเลยขึ้นลงเฉพาะบ้านเพรียวด้านในไม่มีน้ำ

ที่นี้พอวันลอยกระทงผู้ใหญ่บ้านก็ประกาศเชิญชวนลูกบ้านมาเที่ยวงานลอยกระทง แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงแทรกเข้ามาว่า "ก็ปิดคลองแล้วจะเอาน้ำที่ไหนมาให้ลอยกัน"

ทำเอาขำกันทั้งหมู่บ้านเลยค่ะ confused smile confused smile confused smile

#8 By พังเพรียว on 2012-01-13 14:11

อะฮ่า ค่าเทอมคงไม่ขึ้นมั้งค่ะ(อย่าให้ขึ้นเลย ปกติก็แพงอยู่แล้ว) แต่เขามีโปรโมชั่น(ขอเรียกยังงี้แล้วกัน)สำหรับนักศึกษาที่ประสพภัยค่ะ ว่าบ้านใครน้ำท่วมสามารถลดค่าเทอมได้ครึ่งนึง!!! แต่ยุ่งยากหน่อยเพราะต้องมีเอกสารเยอะแยะ เคยคุยกับเพื่อนเล่นๆว่าถ้าอยากได้ลดค่าเทอมไปถ่ายรูปบ้านที่โดนน้ำท่วมของใครก็ได้มาอ้างว่าเป็นบ้านเรา ฮ่ะฮ่ะ และสิ่งที่พูดกับเพื่อนเล่นๆดันเป็นจริงซะได้sad smile เพราะมีคนแอบอ้างจริงๆซะงั้น เลยยุ่งยากยิ่งกว่าเดิมอีก

และเห็นด้วยอย่างยิ่งเลยค่ะเรื่องลำโพงและสายไฟ ไม่ว่าจะย้ายที่ทำการผู้ใหญ่บ้านกี่ครั้ง อิลำโพงและสายไฟยังคงดั้งเดิม และสายไฟยังระโยงระยางพันกันอย่างฮาร์ดคอร์sad smile แต่ก็ต้องยอมรับเลยละค่ะว่าระบบเสียงยังดังเหมือนเดิม ดังชนิดที่ว่าบางวันสามารถทำให้คนหลับสนิทสามารถตื่นเช้าได้ ทั้งๆที่ไม่อยากตื่นopen-mounthed smile

#7 By jamjung on 2012-01-13 07:54

น้องแจมเรียนม.รังสิตแน่เลย มันขึ้นค่าเทอมมั๊ยหนู เห็นเจ๊งหนักเลยอ่ะ

เรื่องเสียงตามสายนี่ว่าก็ว่านะ มันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของบ้านนอกเลยเนอะ พี่ยะว่า ทางเหนือหลายๆที่มีกันนะ ไม่รู้ว่าภาคอื่นเค้ามีกันรึเปล่า

แต่หน้าฝนนี่ บางทีมันมีเสาล้ม มีสายไฟขาด ไฟดูดคนมาให้เห็นด้วย (แต่ไม่ยักมีใครตาย) ต้องเร่งแก้ไขกันก่อนฝนห่าแรกลง

เสายุคแรกๆที่บ้านพี่คือเสาไม่ไผ่ที่ไปตัดมาจากวัด ลำเท่าต้นขาแน่ะ แต่ก็ต้องเปลี่ยนทุกปี เพราะมันตากแดดตากฝน ผุบ้าง แตกบ้าง

พอยุคถัดมา ก็เป็นเสาที่ต่อมาจากไม้บ้านผี คือไม้จากบ้านที่มีคนตายแล้วเค้ารื้อบ้านน่ะ เป็นไม้กระดานไม้หน้าสามที่มาจากคาน หรืออะไรก็ว่ากันไป

ต่อมา เนื่องจากมันก็ยังเป็นไม้อยู่ดี ก็ผุอีก เทศบาลเลยลงทุนบ้างด้วยการใช้เสาปูนหล่อเองลงไป หล่อปะๆปุๆ หินโผล่ เหล็กยื่น ใครขี่รถผ่านก็จ้องจะเกี่ยวเสื้อเค้าขาด แต่อย่างน้อยมันก็ทนกว่าไอ้สองแบบแรก จนครั้งสุดท้ายก่อนพี่จะย้ายม่กรุงเทพ มันก็ยังเป็นเสาต้นแบบนั้นอยู่

ที่น่าประหลาดใจคือ ไม่ว่าจะเปลี่ยนเสากี่รุ่นกี่รุ่น ลำโพงและสายไฟก็ยังเป็นรุ่นเดิมอยู่ อยากรู้จริงว่าลำโพงนี่รุ่นอะไรวะ ทนฉิบหอย สายไฟก็โคตรอึด พอเสาผุ มันดึงเสาล้มเลยนะ ไม่ยอมขาด confused smile

#6 By ใครถามยะ on 2012-01-12 21:48

ไม่ได้เป็นผูประสพภัยคะ แต่ก็มีเวลาเรียนน้อยลงเพราะเรียนอยู่มหาลัยเอกชนแห่งหนึ่งที่โดนน้ำท่วมนานที่สุดอ่ะค่ะsad smile
ตอนน้ำกำลังมาเป็นช่วงสอบพอดีและโดนพ่อโทรเร่งให้กลับบ้าน(เป็นคนต่างจังหวัดคะ)กลัวลูกจมน้ำตายsad smile สอบเสร็จก็ต้องกลับเลยวันนั้น วุ่นวายมากและรถติดมาก นานมากประมาณสามชั่วโมง ขนาดเป็นวัยรุ่นนั่งนานๆยังปวดเข่าเลยคะsad smile

ขอนอกเรื่องตามคุณยะ เรื่องเสียงตามสายประจำหมู่บ้านตามต่างจังหวัดมีคะ ที่บ้านก็มีเช้าเขาก็จะเปิดเพลงเก่าๆ(เก่าชนิดที่เกิดไม่ทัน)ประชาสัมพันธ์เรื่องราวเกี่ยวกับกิจกรรมที่มีในหมู่บ้าน สัมนา ประชุม งานบุญ สารพัดที่มีในหมู่บ้าน และหกโมงก็เปิดเพลงชาติทุกวันbig smile

#5 By jamjung on 2012-01-12 12:02

เมื่อก่อนบ้านที่บางมดก็ท่วมบ่อย ๆ แต่ไม่ได้สูงอะไร แค่พอได้ลุยน้ำเข้าบ้าน

ตอนนี้ย้ายมาแถวสมุทรปราการก่อนหน้าก็ท่วมนิด ๆ หน่อย ๆ บ่อย ๆ เหมือนกัน แต่มาปีนี้น้ำดันไม่ท่วมซะงั้น ถ้าไม่มีการจัดการที่ดี ก็แปลว่า มีการจัดการที่ประหลาด (เลยทำให้ไปท่วมที่อื่นอย่างที่เห็นกัน)

เอาแค่จำนวนคนที่ได้รับผลกระทบอย่างเดียวได้ยินแล้วก็เครียดแล้วครับ ยังไม่ได้เอาเรื่องเงินเลย

ในฐานะที่น้ำไม่ได้ท่วมบ้าน ก็ได้แต่เอาใจช่วย สู้ ๆ ครับ

ป.ล. วงจร El Nino กับ La Nina มันจะวน ๆ กันละ เราจะได้เห็นอะไรประหลาด ๆ อีกแยะเชียว

#4 By aaax on 2012-01-12 11:23

หนาวเสี้ยงป้อนี่โดนใจมาก(ฮา)
น้ำท่วมปีนี้นี่สาหัสจริงน่ะแหละ
...ทั้งน้ำและคน

#3 By 2521luck on 2012-01-11 21:08

หนาวเสี้ยงป้อ = หนาวพ่อตาย ศัพย์เท่จริงๆ sad smile

#2 By Kanya on 2012-01-11 19:37

ที่บ้านเราท่วมตอนปี 38 ยังอยู่ประถม จำได้ว่าตอนนั้นสนุกมากกก พาน้องไปเดินลุยน้ำกันจ๋อมแจ๋ม

แต่น้ำท่วมครั้งใหญ่ปีที่แล้วเครียดมาก ความสนุกตอนเด็กๆไม่มีแล้ว กลัวประตูบ้านพัง ไปทำงานก็ไม่ได้ sad smile คิดๆดูแล้วตอนนั้นพ่อแม่ก็คงเครียดแบบนี้

#1 By preme on 2012-01-11 19:19