เดือนธันวา กำลังจะผ่านพ้นไป ถ้าตอนเป็นเด็กๆ เราก็จะคิดถึงแต่ งานปีใหม่ งานคริสมาส หรือไม่ก็ตรุษจีน (อันนี้ล่วงหน้าไกลไปนิด) แต่พอโตเป็นผู้ใหญ่ สิ่งที่เราคิดถึง มันก็ไปไกลกว่านั้น ลึกลับซับซ้อนกว่านั้น ยุ่งยากกว่านั้น

 

ตัวยะเอง ถึงจะจบโทไฟแนนซ์มา แต่เรื่องการเงินส่วนบุคคลนี่ ยะไม่ถนัดเอาเสียเลย ยาขมจริงๆ Tongue out

 

กติกาการอยู่ในสังคมทางด้านเงินๆทองๆของประเทศนี้ มันก็เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาจริงๆนะ ไม่ใช่ในเชิงโครงสร้าง แต่เป็นในทางรายละเอียด

 

สมัยก่อนตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ เงินเดือนหมื่นสองหมื่นไม่เคยสนใจรายละเอียดอะไรแบบนี้ เพราะบางเดือนก็โดน(ภาษี) บางเดือนก็ไม่โดน ที่หักไปอย่างมากก็ประกันสังคม  750 บาทกับค่าหยุมหยิมยิบย่อย อาทิเช่น IF บ้างอะไรบ้าง ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ตกเดือนละพันนิดๆ ไม่เป็นที่น่าสนใจอะไร แต่พอเริ่มทำงานนานๆไป ปรากฏว่า เงินเดือนเดี๊ยนร้อยนึง โดนหักไป ขี้หมูขี้หมา ขั้นต่ำก็ยี่ฉิบเข้าไปแล้ว แล้วยิ่งพอเห็นตัวเลขสรุปยอดการหักภาษีรายปี กรี๊ดดดดด ....  หลวงท่านเอาของเดี๊ยนไปขนาดนี้เชียวเร้อออออ....  จะเป็นลม Undecided

 

หลังจากนั้น กระบวนการหลบเลี่ยงภาษีอย่างถูกต้องตามกติกาบ้านเมืองก็ประดังประเดเข้ามาในหัวไม่เว้นในแต่ละวัน วิธีที่ยะใช้มาโดยตลอดก็คือ

1. รับอุปการะเด็กจากมูลนิธิที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ ... แหม.... คุณขา เดือนละ 500 บาทต่อคน มันไม่ได้มากมายอะไร MK มื้อนึงไม่รู้จะพอหรือเปล่า รับไว้สี่ซ้าห้าคนก็ไม่ได้ลำบากอะไร แถมยังมีความรู้สึกดีกว่าที่จะเอาเงินส่วนนี้ไปเข้ากระทรวงคลังซึ่งไม่รู้จะแปรรูปออกมาเพื่อเข้ากระเป๋ารมต.ท่านใดยามสิ้นปีงบประมาณอีก

 

2. คล้ายกัน คือ เลือกบริจาคกับมูลนิธิที่สามารถเอายอดไปลดหย่อนภาษีได้ ความรู้สึกเดียวกันน่ะแหละค่ะ คือ เงินของเรา สามารถทำประโยชน์ได้มากกว่าที่มันจะถูกเรียกเก็บเข้าไปอยู่ในกระทรวงการคลังแน่ๆ

 

3. ซื้อกองทุน แต่อันนี้ มันก็มีข้อจำกัดอยู่ที่ว่า ต้องไม่เกินเท่านั้นเท่านี้เปอร์เซ็นต์ต่อคนต่อปี และการซื้อกองทุน มันไม่ใช่ว่าซื้อแล้วปีนี้ ปีหน้าขายทิ้ง เอาเงินออกมาใช้ได้เลย มันก็มีระยะเวลาของมันที่จะต้องแช่เงินไว้อย่างนั้น (ด้วยการปันผลอันนิดน้อยเท่าหอยมด) สำหรับคนที่ต้องหมุนเงินตลอดเวลา ก็คงไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ แต่ยะซื้อเต็มแม็กทุกปี ไม่ได้หรอก ปีไหนไม่ซื้อ เป็นต้องจ่ายเพิ่มหัวบาน

 

4. หักดอกเบี้ยบ้าน... ก็กู้มาซื้อบ้านนี่เนาะ รัฐบาลท่านก็ใจดี เห็นจ่ายดอกแพงก็เลยให้เอาดอกแสนนึงต่อปีมาลดหย่อนได้ หารู้ไม่ ดอกอิชั้นเยอะกว่านั้นประมาณ 2 แปลงครึ่ง น่ะฮ่ะ .... เอาน่ะ ดีกว่าไม่ได้อะไร Foot in mouth

 

5. หักเบี้ยประกันชีวิต โชคดีอยู่อย่างที่ว่า ทั้งเบี้ยประกันชีวิตและสุขภาพทั้งหลายแหล่ที่ประโคมซื้อมาไม่รู้กี่สำนักนั้น มันก่อนปี 50 หรือปีอะไรซักอย่างนี่แหละ ทำให้ทั้งประกันสุขภาพชนิดจ่ายค่าชดเชยการรักษาพยาบาลและค่าประกันชีวิตสามารถนำยอดไปหักลดหย่อนภาษีได้ทั้งหมด ทั้งของตัวของลูกๆ เพราะว่าหลังจากปีที่กำหนดนั้นแล้ว ยอดที่จะสามารถนำมาหักลดหย่อนได้นั้น จะเป็นยอดประกันชีวิตแต่เพียงอย่างเดียว

 

6. หักค่าเลี้ยงดูบุตร และค่าเบี้ยพิเศษอุปการะบุตรบุญธรรม รวมกันปีละครึ่งแสน เอาน่ะ ถึงจริงๆแล้วค่าใช้จ่ายมันจะเยอะกว่านั้นบานเบิก แต่ใช่ว่าเราจะมีลูกเพื่อเอามาลดหย่อนภาษีนี่เนอะ จริงๆบางคนเค้าสามารถหักค่าอุปการะเลี้ยงดูพ่อแม่ได้คนละ 3 หมื่นต่อปีด้วย แต่ของยะซวยหน่อยตรงที่ต่างเท่งทึงรึไม่ก็สาบสูญไปกันหมดแล้ว เลยอดไป หรืออย่างเต๊ก ที่ทั้งบิดามารดร ไม่ว่าใคร ต่างก็มีรายได้เยอะกว่ามันประมาณยี่สิบเท่าตัว ขืนกรอกลงฟอร์มไป สรรพากรเขาจะได้โทรกลับมาด่ามันสิ (ไอ้ตอแล๊... !!) ก็เลยอดไป   

 

เก๊าะ ... ราวๆนี้แหละ ที่ยะใช้ เพราะในส่วนของยะ มันก็แค่ ภงด.91 รายได้ส่วนบุคคล ซึ่งไม่ได้มากมายอะไร ส่วนของอิเต๊กสิ เยอะแยะบานตะเกียง ทั้ง ภงด. ทั้งกองทุนมรดก ฯลฯ จนมันต้องทำไฟล์ Spread sheet ไว้ส่วนตัวไฟล์นึงเพื่อตรวจทานก่อนที่จะถึงกำหนดเวลายื่นภาษีประจำปีกันเลยทีเดียว ทั้งมันยังใจดีส่งโปรแกรมคำนวณที่มันทำสูตรเองใช้เองไฟล์นั้นมาให้ยะด้วย ก็ประมาณว่า แต่กรอกตัวเลขตามช่องต่างๆแล้ว ช่องผลลัพธ์สุดท้ายก็จะบอกเราเองว่า ปีนี้ เราต้องจ่ายเพิ่ม หรือจะได้เงินคืนจำนวนเท่าไหร่ ซึ่งโดยปกติ ยะก็จะได้คืนนะ ไม่มากไม่มาย แค่ทำให้พอรู้สึกดีได้บ้างว่า หลวงท่านไม่ได้เอาแต่ได้ถ่ายเดียว ใครที่มีเหตุจำเป็น ท่านก็คืนให้ (บ้าง)

 

คือยะจะบอกว่า... จริงๆ คนที่คิดเรื่องหลบเลี่ยงภาษีเนี่ย เค้าไม่ได้เป็นคนชั่วคนเลวอะไรหรอกนะ ถ้าทำในส่วนที่สมควรและมีกฎมีช่องบัญญัติไว้ให้ทำได้โดยทั่วกันอยู่แล้วน่ะ แต่กับคนที่ถึงกับกำหนดช่องกฎรูโหว่ใหม่ๆขึ้นมา เพื่อให้ตัวได้หลบเลี่ยงมากขึ้นเนี่ย ก็เกินไป คือคนอื่นเขาจ่าย ทำไมถึงจะเป็นแกคนเดียวที่ไม่ได้จ่าย (วะ)

 

หรืออีกทีนึง คนที่ตลอดชีวิตไม่เคยได้จ่ายภาษีบ้าบออะไรเลยซักบาทเนี่ย (พวกที่มีรายได้ทั้งปีเฉลี่ยออกมาต่ำกว่า 19,999 บาทต่อเดือน และไม่ได้ทำกิจการธุรกิจอันใด) จริงๆ ก็ไม่มีสิทธิ์มาวิจารณ์การใช้ เงินภาษี เพื่อ คนที่จ่ายภาษีนั้น เลยซักนิดนะ ดังจะเห็นตัวอย่างจากการที่คนต่างจังหวัดบางอำเภอบางกล่ม บางคน ที่จำขี้ปากนักการเมือง บางคน มาประณามกรุงเทพมหานครอยู่เย้วๆว่า ใช้เงินเยอะยังงั้นยังงี้ เงินที่ใช้ในกทม.จำนวนนั้น สมควรจะเอามาพัฒนาบ้านเมือง(ของคนพูด)จุดนั้นจุดนี้จะดีกว่า

 

บอกตรงๆ ยะฟังแล้วหมั่นไส้ คลื่นไส้ เวียนหัว Innocent

 

เงินพวกกู ให้เอาไปใช้ เพื่อพวกมึง ?? บ้านป๊าเมิงเหรอที่เรียกว่ายุติธรรมน่ะ

 

วิธีที่จะแก้ปัญหาได้ตรงจุดที่สุดโดยการจัดแบ่งภาษีตามเขตจังหวัด นั่นก็คือ  ภาษีที่จ่ายในกรุงเทพ ให้ใช้ในกรุงเทพ ภาษีจากจังหวัดไหน ให้ใช้ไปในจังหวัดนั้น ทีนี้ก็จะได้รู้กันว่า ใครเก็บได้น้อย เบี้ยน้อยหอยน้อยก็ใช้กันประหยัดๆไป ใครเก็บได้เยอะ ก็ใช้เยอะ เกิดโครงการเยอะ พัฒนากันเยอะไปตามส่วน จะได้เห็นภาพชัด และไม่ต้องจำขี้ปากใครมาพูดต่อเป็นนกแก้วนกขุนทองเพื่อหวังจะอัพภาพลักษณ์ของตัวให้ดูดี

 

 

 
ก็อีกน่ะแหละ นโยบายหลวงท่านมาแบบนี้ ในเมื่อเปลี่ยนแปลงสิ่งใดไม่ได้ ก็ต้องยอมรับกันไปในขอบเขตที่ยอมกันได้โดยสาธารณะ (แปลว่า ปฏิบัติกันเป็นสาธารณะ ไม่ใช่บังคับใช้เฉพาะกลุ่ม)

 

แต่ทีนี้มันก็จะมีจังหวัดอุ๊บอิ๊บอยู่จังหวัดนึง ที่เก็บได้น้อย แต่ใช้งบเกินตัวมาหลายชั่วคนที่คิดจะต่อต้านอีกน่ะแหละ เป็นจังหวัดที่ใครก็รู้ แต่ไม่มีใครพูด และไม่มีใครเดาถูกน่ะค่ะ  Smile

 

 

ชีวิตไม่สิ้นก็ดิ้นกันไปเนอะ สู้ต่อไป ชาวศตวรรษที่ 22 แห่งไทยแลนด์แดนสยามทุกคน

สวัสดีปีใหม่ค่ะ

Comment

Comment:

Tweet

ดิ้นกันต่อไป อิอิ

#12 By veenasyamashita on 2012-01-19 11:57

พระเจ้า.... ภาษี 45% !!!
แต่ยะสงสัยว่า เค้าตั้ง floor การเก็บหรือเปล่า เพราะอย่างบ้านนี้เมืองนี้ ถ้าไม่ถึงระดับหนึ่ง เค้าไม่เก็บอ่ะ มันเลยเกิดช่องว่างขึ้นที่ว่า คนที่เงินเดือนเลย floor การเก็บมานิดหนึ่ง พอโดนเก็บภาษีไป มันเลยเหลือเงินเท่าไอ้พวกที่ไม่โดนพอดี ดีไม่ดีเหลือน้อยกว่า (เซ็งชิบ)

ความไม่พอใจเลยเริ่มปะทุขึ้น ณ จุดนั้น angry smile

#11 By ใครถามยะ on 2012-01-06 13:16

เรื่องภาษีนี่เมืองไทยนนับว่าเมตตาแล้ว
เจอเมกานี่ปวดตับเลยทำงาน12เดือน
5เดือนคือภาษี - -"

สุขสันต์ปีใหม่ครับ
+++
เรื่องอโรม่าเดี๋ยวยต้องลองแวะดูหน่อยแล้ว
ขอบคุณที่แวะมาบอกต่อนะครับsurprised smile

#10 By 2521luck on 2012-01-05 22:21

เคยต้องปวดหัวกับการเสียภาษีนี้เหมือนกัน แต่เป็นบ้านอื่นเมืองอื่น..

ว่าแต่ไฟล์คุณเต๊กเนี่ยน่าสนใจเนาะ.. big smile

#9 By แม่น้องธรรม์ (124.244.137.67) on 2012-01-05 11:51

ยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องพวกนี้เท่าไหร่แต่โตไปก็คงหนีไม่พ้น sad smile Hot!

#8 By Kanya on 2011-12-31 00:43

อ่าส์ เรื่องภาษีเนี่ยมันยาววววววว
แบบเคยเห็นของพ่อตัวเองน่ะค่ะ ของราชการ(อดีต) สามสี่ใบให้กรอกอะไรก็ไม่รู้ ไม่กล้าจับsad smile

สวัสดีปีใหม่นะคะbig smile

#7 By jamjung on 2011-12-30 23:46

คนรายได้เยอะก็ลำบากอย่างงี้แหละคุณยะ 555

ส่วนตัวก็เสียภาษีไม่ใช่น้อย ๆ (แม้จะรู้สึกว่าตัวเองรายได้น้อยก็เหอะ) แต่หักอะไรไม่ค่อยได้ แถมไม่ค่อยมีเงินเก็บซื้อกองทุนอีกตะหาก เสียดายชะมัด

ไม่ค่อยเห็นด้วยกับนโยบายภาษีหลายเรื่องเหมือนกัน อย่างถ้าทำงานหลายอย่าง ก็ต้องเสียภาษีในอัตราก้าวหน้า (เอารายได้มารวมกัน) ก่อนหน้านี้ที่รับแปลเอกสารยามว่าง พอเค้าเรียกเก็บภาษีเพิ่มแล้ว รายได้ส่วนนี้แทบไม่เหลืออะไรเลย เลยขี้เกียจซะงั้น ทำให้เราขี้เกียจมากขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ดี จะปีใหม่แล้ว รักษาสุขภาพ มีความสุขมาก ๆ นะครับ :)

Hot! Hot! Hot!

#6 By aaax on 2011-12-30 21:44

เห็นด้วยล้านเปอร์เซนต์
เรื่องภาษีนี่คุยทีไรปวดหัวใจทู๊กกกกกกกที

สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้านะคะconfused smile

#5 By พังเพรียว on 2011-12-30 20:48

เฮ่อๆ หนูเริ่มจะเข้าใจพวกผู้ใหญ่แล้วล่ะ

#3 By paratiya on 2011-12-30 17:33

เอ๊ะ... เข้ามาดูอีกที ทำไมฟอร์มมันกระโดดอ้ะ ?? กลายเป็นล้ำไปทางขวาเลอะไปหมดเลย

#2 By ใครถามยะ on 2011-12-30 17:24

อ่ะถูกกกกก
ชีวิตไม่สิ้น...ก็ดิ้นกันไปจ้า
Hot! open-mounthed smile confused smile

#1 By Nami on 2011-12-30 16:40