คำเตือน: บทความนี้ยาว 6 หน้ากระดาษ A4, ที่รู้เพราะพิมพ์ในเวิร์ดก่อนเอามาลงจ้ะ

 

 

 

 

 

       และแล้วก็ถึงฤดูหางาน ฤดูฝึกงานของเหล่านักศึกษาหน้าตาไฉไลแห่งไทยแลนด์แดนสยามอีกครั้งหนึ่ง ในฐานะที่ต้องเข้าร่วมสัมภาษณ์เด็กๆเหล่านี้ เพื่อเสาะหาคนดีศรีสยามมาร่วมเป็นหนึ่งในทีมงานหัวเถิกๆที่กำลังจะมีโปรเจ็กยักษ์ใหญ่ แต่ไม่มี Man power จะทำ ก็ทำให้ค้นพบเรื่องที่ไม่เข้าใจมากขึ้นกว่าเดิมเพิ่มขึ้นอีกมากกว่าปีที่แล้ว

 

       ยะไม่ได้อยู่แผนก HR นะ แต่ต้องรับผิดชอบเรื่องสัญญาจ้าง ถ้าหากไม่มาร่วมสัมภาษณ์ด้วย เกิดตอนตกลงอะไรกัน HR มั่วๆ แล้วทีหลังน้องเค้าเกิดฟ้องบริษัทขึ้นมาจะพากันหัวขาดหมด เลยต้องมานั่งเป็นแกนซะหน่อย

 

        แต่จะหาว่าเขี้ยวก็เขี้ยวล่ะ เพราะถ้าขืนสุ่มสี่สุ่มห้า รับกากส์ที่ไหนเข้ามาปนเปอยู่ในแผนกแล้วมันมาถ่วงตีนถ่วงมือ ตอนจะขับมันออกจากแผนกนี่ ยากยิ่งกว่าผ่าตัดดูดซิลิโคนเหลวที่แข็งตัวแล้วออกจากหนังหน้าเสียอีก ตอนก่อนจะรับก็เลยต้องเข่นเคี่ยวกันมากหน่อย กรองกันมากหน่อย ถึงกับร้องไห้ออกจากห้องกันไปหลายคนเลยทีเดียว

 

         มีเรื่องมาเล่าให้ฟัง อาจใช้เป็นอุทาหรณ์สำหรับเด็กจบใหม่หลายๆคนได้ อ่านจบแล้วก็อย่าลืมสำรวจตัวเองด้วยนะจ๊ะ ว่าเข้าข่ายไหน อะไรยังไง รับรองว่าเป็นประโยชน์ เพราะบริษัทที่ยะทำงานอยู่ก็เป็นหนึ่งในระดับยักษ์ใหญ่ World wide อะไรอยู่บ้างล่ะน่า

 

         โดยปกติเนี่ย ในตำแหน่งเล็กๆน้อยๆเงินเดือนไม่สูงมาก (อยู่ที่ระดับ ห้าพันถึงเก้าพัน) เราจะเน้นรับเด็กฝึกงาน คือพวกที่เรียนจบแล้วแต่ยังไม่จบที คือค้างอยู่เทอมหรือสองเทอมสำหรับ Being trainee น่ะ ต้องมีช่วงฝึกงานที่มหาวิทยาลัยกำหนดมาว่าให้ไปทำงานที่ไหนซักที่ แล้วก็มีใบอะไรเป็นปึกๆให้นายงานเซ็นต์ เพื่อจะเอามาแลกเกรดตอนปลายเทอม แทนที่จะรับเป็น Permanent เข้ามาประจำ เพราะระดับเงินเดือนระดับนั้น คนที่จะมาสมัครส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวก ปวช. ปวส. ซะมาก และว่าก็ว่าเถอะ บริษัทที่ยะทำงานนี่ค่อนข้างกีดกันวุฒิการศึกษาระดับนั้นมากพอดู เหตุผลก็ไม่ใช่อะไร คือ วุฒิภาวะไม่ถึง

 

          ยะเองก็ไม่ค่อยเข้าใจคำสั่งนายที่ว่าวุฒิภาวะไม่ถึงเท่าไหร่หรอกนะ แต่ตัวอย่างหนึ่งเรื่อง ย้ำ! แค่หนึ่งเรื่อง ที่เห็นได้ชัดๆคือ คนพวกนี้จะมีตรรกะในเรื่องเพื่อนข้ามเพศน้อยมาก ประมาณว่า ในโลกของพวกเค้า ผู้หญิงกับผู้ชายจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากจะ โป๊งโป๊งชึ่ง กันอย่างเดียวซึ่งเคยรับเข้ามาแล้วสองสามรุ่นและปรากฏว่าก่อปัญหาให้มากพอดู

 

          จะโทษนายว่าทัศนคติคับแคบแต่ฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ ด้วยว่า เด็กเทคนิค พานิช อาชีวะ รวมไปถึงโรงเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพบ้านเราส่วนใหญ่มันก็เป็นไปในทำนองนั้นจริงๆ เถียงไม่ออกเลย

 

           เอาล่ะ ในเมื่อเราเปลี่ยนความคิดนายไม่ได้ เราก็เลยต้องแปลงนโยบายมาเป็นรับน้องๆมหาลัยที่ใกล้จะจบแล้วแต่ยังไม่จบดี ว่างเรียนจันทร์ถึงศุกร์ สามารถทำงานได้ตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็นได้มาทำงานโดยรับค่าจ้างวันละสามร้อยบาทแทนน่ะค่ะ (ถือว่าเยอะนะนี่ สมัยก่อนตอนยะฝึกงานได้เงินที่ไหน ทำฟรีทั้งนั้น แต่เพื่อเกรดปลายเทอม ยังไงก็ต้องยอม) ส่วนพวกปวช. ปวส. ก็ให้มันไปเพิ่มพูนวุฒิภาวะต่ออีกหน่อยในมหาวิทยาลัย แล้วค่อยกลับมาว่ากัน

 

 

           คำถามที่สามารถทำให้น้องนักศึกษาที่ส่งใบสมัครมาอย่างล้นหลามถูกดีดทิ้งไปทีละคนสองคนจนแทบเกลี้ยงคลังนั้นประกอบไปด้วยหัวข้อใหญ่ๆดังนี้

 

หนึ่ง. ชวนพี่คนนี้คุยทีสิ (มีฝรั่งหัวแดงตาน้ำข้าวหน้าตาหล่อเหลานั่งอยู่หนึ่งคน แน่นอน.... ต้องคุยเป็นภาษาอังกฤษ) ออกแนวคำสั่ง ไม่ใช่คำถาม นะว่ามั๊ย....

 

           เด็กๆหลายคนออกอาการเหวอเหมือนโดนสั่งให้ล้วงไหอึ่งอ่าง เอาเหรียญบาทออกมาเลย (เคยเล่นป่าว สมัยรับน้องน่ะ พอรู้แล้วว่าข้างในไหเป็นอึ่งอ่างตัวลื่นๆฝูงหนึ่ง ก็แทบร้องไห้ทีเดียว ทั้งที่จริงๆแล้ว อึ่งอ่างไม่กัดซักหน่อย)

 

           ยะก็ไม่เข้าใจว่ามันยากอะไรนักหนา ทั้งที่ในใบสมัครบางคนเขียนมาซะเลิศเลอว่า เคยไปแลกเปลี่ยนที่นั่นที่นี่มาแล้วเท่านี้ปี บางคนเรียนอินเตอร์มาด้วยซ้ำ ไอ้ช่องที่ให้กรอกๆภาษาพิเศษที่มีอยู่สามช่อง (fair / good / excellence) กุก็เห็นมันขีดถูกที่ Excellence หมดทั้งฟังพูดอ่านเขียน จะบอกไว้ก่อนว่า ใครเขียนภาษาอะไรมา ยะสามารถหาบุคลากรมาเทสได้ครบหมดทุกภาษานะคะ อย่าได้มั่วนิ่มมาเป็นอันขาด เวียดนาม พม่า เขมร จีน อินโด กระทั่งเนปาลีที่มีน้องบางคนเขียนมา กุก็มีบุคลากรมาคุยทดสอบกับเมิงนะคร๊า.... (แต่บังเอิญน้องเค้าของจริง ยอดมาก นมัสเตเสร็จก็รัวลิ้นใส่กันดังลั่นประสาคนบ้านเดียวกัน หาได้นาธานแต่อย่างใด - ไปอยู่ชิปปิ้งเรียบร้อยละน้องคนนั้น)

 

แต่ไอ้คนที่อ้ำอึ้งอึ่งอ่างก็ตกรอบไป ไม่มีรอบสองค่ะ

 

สอง. น้องทำอะไรได้บ้าง?

 

           ทำไมเด็กๆถึงคิดว่า พอตัวเองเกรดดี เกรดงามก็จะมีโอกาสได้งานมากกว่าคนอื่นๆทั้งที่จริงๆแล้ว ทำอะไรไม่เป็นเลยก็ไม่รู้ เคยถามน้องเกียรตินิยมอันดับหนึ่งจาก ม.รัฐฐะ (อันเป็นสรณะของเด็กม.ปลายค่อนประเทศ) คนหนึ่งที่มาสมัครว่า ทำไมถึงได้มาสมัครเทรนนีแทนที่จะเป็นตำแหน่งประจำที่ประกาศรับอยู่ล่ะ เรียนก็จบแล้วนี่ ตอนแรกคำตอบก็ฟังฉลาดดีอยู่หรอก ประมาณว่า ต้องการเรียนรู้งานของที่นี่ก่อนค่อยเลือกดูอีกทีว่าชอบส่วนไหนอะไรยังไง แต่พอคำถามต่อมาว่า แล้วตอนนี้คิดว่าตัวเองสามารถทำอะไรได้บ้าง นางดันตอบมาว่า วุ้ย ! เกรดเฉลี่ยอย่างหนู ทำอะไรก็ทำได้ดีไปหมดแหละค่า...

 

(-___-“)

 

            เออ... เกรด 3.98 จากม.รัฐบาล Top 5 ของประเทศไทยอย่างเมิงน่ะ พวกกูพี่ก็ทำไม่ได้หรอกค่ะ แต่อะไรทำให้เมิงมั่นใจว่า สามารถทำอะไรๆได้ดีหมดจาก “เกรดเฉลี่ย” ยังงั้นเรอะ?

 

ราชมงคลอย่างยะฟังแล้วให้หมั่นไส้อย่างแรง...   เลยใช้มันไป....  

(1) ถ่ายเอกสารคู่มือการอบรม - เข้าเล่มสันกระดูกงู

(2) ส่งแฟกส์เชิญอบรมให้ลูกค้า

(3) จดมินิทมีทติ้ง

(4) Gen report จาก Microsoft Access

(5) เรียบเรียงข้อมูล currency ของสัปดาห์นี้

(6) Report สิ่งที่ตัวเองทำมาตลอดทั้งสัปดาห์และประเมินตัวเองว่า ยังมีเรื่องอะไรที่ต้องปรับปรุงและสรุปข้อเด่นของตัวเองจากงานที่ได้รับ Assign ทั้งหมดมา

 

           ก็คือ ทำสัญญาจ้างมันก่อนเป็นเวลา 5 วันเพื่อให้มา “ทดลองงาน” ก่อนรับมาฝึกงานจริงน่ะค่ะ ที่ต้องทำแบบนี้เป็นเพราะนายยะเกิดประทับใจในสำเนียงเสียงภาษาของเจ้าหล่อนมาก ว่า ก็อปปี้สำเนียงซิงลิช ออกมาได้เหมือนเป๊ะ แถมนางยังมีพื้นฐานจีนกลางมาหน่อยๆด้วย เลยอยากให้ลองดูก่อน ถ้าเป็นยะเหรอ ชิส์ ดีดทิ้งไปตั้งแต่แรกแล้วค่ะ

 

แต่แล้วก็ต้องดีดมันทิ้งไปจริงๆสมใจยะเนื่องจาก

(1) นางใช้เครื่อง Xerox ไม่เป็น แม้นว่าฝ่าย IT จะเพียรพยายามสอนวิธีใช้งานให้นานถึงสองว