มีเรื่องมาเล่าให้ฟัง ไม่รู้มันจะสามารถเป็นอุทาหรณ์หรืออะไรได้หรือเปล่านะ แต่สำหรับตัวยะ ยะว่า มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับคนสมัยนี้เลยทีเดียว

 

ที่ออฟฟิศยะในอีกแผนกนึงกำลังมองหาคนจะมาทำการตลาดแบบใหม่อยู่ เค้าต้องการ 2 คน หญิงคน ชายคน เพื่อเอามาทำด้านนี้เลยอย่างเดียว เกี่ยวกับพวกรถยนต์ๆนี่แหละ แต่ทีนี้ เค้าไม่อยากไปประกาศหารับจากที่ไหนก็ไม่รู้ เค้าก็เลยถามๆผ่านๆกันมาภายในบริษัทนี่แหละว่า ใครมีเพื่อนหรือรุ่นพี่รุ่นน้องที่มี Ability ตามนี้ๆๆบ้าง

 

ยะก็ส่ง CV ของเพื่อนคนหนึ่งไปให้ เพราะเพื่อนคนนี้ ดูๆจากใบประกาศคุณสมบัติของแผนกนั้นที่เค้ารีเควสมา ก็น่าจะเข้าเค้าอยู่ แถมนางก็กำลังหางานอยู่ด้วย พี่เค้าก็รับไป แล้วอีก 2-3 วันหลังจากนั้น พี่เค้าก็มาถามยะว่า มี fb ของเพื่อนคนนี้ป่าว ?

Laughing 

 

 

 

ทีแรกยะก็ไม่เข้าใจว่า จะรับสมัครงาน มันเกี่ยวอะไรกับ fb วะ ถ้าจะบอกว่าไม่มี เดี๋ยวจะหาว่าเพื่อนกรูมันตกยุคหรือเปล่า หรือถ้ามันมี คุณพี่เค้าจะนัดสัมภาษณ์ผ่านทางนั้นหรืออย่างไร

 

แต่ยะก็เปิดให้ดูแหละ พี่เค้าก็บอกว่า ขอนั่งดูหน่อย ซัก 10 นาทีนะ ยะก็เลยทิ้งโต๊ะไว้ให้ ให้เค้าคลิกๆดูอะไรไปตามใจชอบ

 

ซักพัก พี่เค้าก็เดินมาบอก (ยังไม่ถึง 10 นาทีเลย) ว่า พี่ไม่เอาคนนี้นะ ยะก็ตกใจ เฮ้ย เหี้ยแระ มันไปเจออะไรแปลกๆใน fb รึเปล่าวะ? เลยถามพี่เค้าว่า เกิดอะไรขึ้นคะพี่? พี่เค้าก็เลยบอกว่า มา... พี่จะชี้ให้ดู

 

วานเน้ไปเกงเข้ากับเพิ้ลสาวมา อาร่อยมั่กๆคร๊า (มีรูปอาหารๆๆๆ)

คิกถึงคุงนะคร๊า จุ๊ฟจุ๊ฟจุ๊ฟ (ไม่มีรูปอะไร)

เรื่องเฮี้ยๆ ก็ปล่อยให้คงเฮี้ยๆจักกานปายคะ (ไม่มีรูปอะไร)

 

หลายๆโพสที่เหลือก็เป็นรูปหน้าตัวเองในแบบโคลสอัพ ทำหน้าแบ๊วๆ ตาโตๆ ปากจู๋ๆ หันซ้ายบ้างขวาบ้างไม่ค่อยถ่ายรูปหน้าตรงเพราะต้องการโชว์จมูกโด่งๆที่ไปเสริมมา

 

ฯลฯ

 

 

 

 

พี่แผนก             “จบตรี มศว. จบโท เกษตร ใช่มะน้องคนนี้น่ะ”

ซอรียะห์            “ค่ะ”

พี่แผนก             “อายุเท่ายะรึเปล่า”

ซอรียะห์            “ไม่เท่าค่ะ แก่กว่ายะ 2 ปี”

พี่แผนก             “แล้วยะจบไรมา ที่เดียวกันมะ”

ซอรียะห์            “ปล่าวพี่ ของยะ ตรี คลอง 6 โท เอแบค”

พี่แผนก             “นั่นไง... ยะอ่านแล้วไม่รู้สึกอะไรบ้างเหรอ

                         คนจบโทมา เค้าเขียนอะไรกันแบบนี้เหรอ”

ซอรียะห์            (-_____-)”

 

 

จะว่าไป ยะก็อันเฟรนด์กับมันไปหลายรอบแล้วแหละ Add Add Un Un อยู่นั่นตามอารมณ์ ถอดออกที มันก็โทรมาที ลบกูทำมายยยยย แล้วก็ส่งรีเควสมาอีก

 

สาเหตุเหรอ? ก็ตัวสะกดภาษาเทพของมันน่ะแหละ ไอ้ข้างบนนั่น ก็อปปี้มาช็อตต่อช็อตเลยนะ เพราะบางคำ ยะอ่านไม่ออกจริงๆว่ะ ไม่รู้ว่ามันเป็นสัญลักษณ์แทนคำว่าอะไรกันแน่ กุละเบื่อ

 

พิมพ์ผิดมันก็เรื่องนึงนะ ไอ้พิมพ์แบบนี้ มันก็เป็นอีกเรื่องนึงนะ น่าเศร้าใจมากที่ต้องเป็นคนโทรไปบอกมันเองว่า เฮ้ยเพื่อน... เค้าไม่รับมึงเพราะ fb มึง มันแสดงตัวตนชัดเจนไปหน่อยว่ะ แน่นอน เพื่อนก็ตอบกลับมาว่า เฮ้ย! ไอ้ fb เนี่ยมันเป็นเรื่องส่วนตัวกูนะเว้ย มายุ่งไรวะ?

 

คือยะก็เข้าใจเว้ยว่ามันเป็น Account ส่วนตัวของมึง แต่ในเมื่อข้อมูลมันลอยล่องว่องวนอยู่บนโลกไซเบอร์ จะมาบอกว่า นี่เป็นพื้นที่ส่วนตัว มันค่อนข้างเป็นไปได้ยากน่ะนะ (ที่สำคัญ มึงเปิด Public ไว้ด้วยนี่คะ ได้ข่าว) นั้นแล....  มันเป็นกฎของเค้า มันเป็นเกณฑ์วัดของเค้า ก็ช่วยไม่ได้ที่เค้าจะดึงเอา fb มาเป็นหนึ่งในการพิจารณาตัวตนของคนที่จะรับมาเข้าทีม

 

ว่าแล้วก็รีบไปดู Account ตัวเองอย่างด่วนเลย เผื่อกุจะเผลอเขียนอะไรแปลกๆไว้ (แต่พอดีแทบไม่ได้เล่น โฮ่ๆ)

 

 

 

 

ใครโกง?

posted on 16 Jan 2012 16:39 by whoaskyou

 

เมื่อหลายปีก่อน เคยไปกินกาแฟที่ร้านกาแฟสุดชิคแห่ง (ใครรู้ว่าชิคแปลว่าอะไรกันแน่ แปลให้ยะฟังหน่อย – ขอบคุณค่ะ) หนึ่งในตัวเมืองเชียงใหม่ เป็นร้านที่น่านั่งมาก แต่โคตรเงียบ ไม่มีคน ยะก็เลยเลือกมันเพราะอยากนั่งอ่านอะไรๆไปด้วย

 

ปรากฏว่า พอรับออเดอร์ครั้งแรกแล้ว แม่พนักงานคนนั้นก็มุดหัวเงียบหายเข้าไปในคอกคิดเงินแล้วก็ไม่กลับออกมาอีกเลย มิไยจะมีลูกค้าใหม่เข้ามาสองสามราย แล้วก็ต้องเดินออกไป เพราะมันไม่มารับออเดอร์ซักที ไอ้เราก็จะสั่งกาแฟซะหน่อย เมื่อกี้สั่งไปแต่น้ำเปล่า มันก็ทำหูทวนลม ไม่ว่าจะเรียก น้องคะ น้องขา โบกมือหย็อยๆหรืออะไรก็ตาม

 

รอแล้วรอเล่าเฝ้าแต่รอ จนกระทั่งผ่านไปนานมาก ยะก็เลยโมโห วางเงินค่าน้ำไว้ 50 บาท แล้วก็เดินออกจากร้านไป ทีนี้ อิหอยเน่านั่น มันก็วิ่งออกมาเลยเว้ย บอกว่า เงินที่ทิ้งไว้ไม่พอ

 

น้ำแร่นั่นราคา 45 บาท แต่มีค่า Service Charge + Vat 17% ด้วย รวมทั้งหมดจะต้องเป็น 52.65 ก็คือ 53 บาทละมั้ง มันว่าต้องเอาให้มันอีก 3 บาท แต่ยะไม่ให้

 

ยะบอกมันว่า หล่อนทำอะไรบ้างเหรอ ถึงสมควรได้รับ 10% นั้น ค่าน้ำ 45 บาท ชั้นเหลือไว้ให้หล่อน 5 บาท แต่ชั้นไม่รับรู้หรอกว่ามันจะกลายไปเป็นค่าห่าอะไรต่อ แต่ที่รู้คือ ชั้นไม่จ่ายเพิ่ม มีไรป่ะ?

 

อิหอยเน่าตั้งหน้าตั้งตาจะเอาเรื่อง ... เอาม่ะ ยะคิดในใจว่า ซักพักคงได้ตบกับสาวเชียงใหม่เป็นแน่แท้ ก็พอดีรถคูเป้สีขาวเข้ามาจอดเทียบข้างฟุทบาตพอดี คุณผู้ชายที่ท่าทางจะเป็นเจ้าของร้านก็เดินลงมาถามว่า มีอะไรกัน อิหอยเน่าตั้งท่าจะเล่า ยะชิงเล่าก่อนว่า ชั้นจะสั่งกาแฟ ลูกค้าอีก 3 รายก็จะสั่งของแต่หล่อนคนนี้มุดอยู่แต่ในคอก ชั้นไม่พอใจและรออยู่ 45 นาที ก็เลยจ่ายแต่ค่าน้ำแร่และ Vat แต่ไม่จ่ายค่า service charge หล่อนก็เลยวิ่งหน้าเริ่ดออกมาทวงเงินส่วนที่เหลือ ตอนนี้ชั้นกำลังจะไปกินร้านที่อยู่ถัดไปอีกซอย แต่มันมาขวางทางไว้ ถ้าพูดอีก 2 คำไม่รู้เรื่อง ชั้นจะตบมัน

 

คุณผู้ชายถามยะมาคำนึงว่า จริงหรือ? ยะเลยตอบว่า คุณมีกล้องนะ ตั้ง 3 ตัว ไปย้อนดูเอาเองละกัน อย่าลืมนับจำนวนลูกค้าที่เดินเข้ามานั่งแล้วก็เดินออกไปเฉยๆซะด้วยล่ะ รับรองว่าเยอะอ่ะ ....  แล้วยะก็เดินจากมา

 

หลังจากนั้นอีกราวๆ 6 เดือน ยะกลับไปทำงานที่เชียงใหม่อีกครั้ง ขับรถผ่าน ร้านกาแฟร้านนั้นกลายเป็นร้านขายไส้อั่วน้ำพริกหนุ่มไปแล้ว (ไม่น่าแปลกใจซักนิด)

 

ไม่ไม่...  เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องที่จะเล่าวันนี้เลยแม้แต่น้อย แค่นึกผูกมันเข้าด้วยกันเท่านั้นเอง

----------------------------

 

เมื่อกลางวันไปกินเตี๋ยวเป็ดกับเพื่อนอีก 8 คนรวมเป็น 9 ชีวิต ที่ร้านนี้ ความจริง มันก็ขึ้นชื่อเรื่องความห่วยของรสชาติอยู่แล้วนะ แพงด้วย แต่ไม่มีทางเลือกเพราะเราลงมาช้าเอง ตอนเที่ยงๆ หายากมากที่จะมีร้านไหนเหลือโต๊ะให้นั่ง นอกจากจะห่วยจริงๆ เก้าอี้ถึงว่างโหวงแบบร้านนี้น่ะ 

 

เห็นเพื่อนๆมากันเยอะ เลยคิดจะสั่งน้ำแบบขวด เพื่อนคนหนึ่งก็ถามว่า น้ำกระเจี๊ยบขวดหนึ่งขายเท่าไหร่ ป้าแก่บอกขวดละ 80 บาท เราเลยบอก งั้นเอามาขวดหนึ่ง และขอน้ำแข็งเปล่า 9 แก้ว

 

ป้าแก่แย้งว่า แต่น้ำขวดหนึ่งมันเทได้ 8 แก้วนะ แก้วที่ 9 สั่งน้ำอะไร เพื่อนบอกว่า ไม่เป็นไร จะเทให้พอ 9 แก้วน่ะแหละ สั่งมาเป็นขวดนะ ไม่เอาแบบแก้ว ขวดละ 80 บาท กับน้ำแข็งเปล่า 9 แก้ว

 

รวมราคาซิว่าเท่าไหร่ น้ำแข็งเปล่าแก้วละ 2 บาท ทั้งหมด (เฉพาะค่าน้ำนะ) คือ 98 บาท... ใช่มะ?

 

พอคิดเงินมาจริงๆ ปรากฏว่า ค่าน้ำมันกลายเป็น 108 บาท อิป้าแก่ให้เหตุผลว่า เป็นเพราะพวกเราเทน้ำได้ 9 แก้ว แกก็เลยคิดราคาน้ำกระเจี๊ยบเพิ่มจาก 80 เป็น 90 บาท ....

 

จริงๆ ถ้าจะคิดเป็นรายแก้วน่ะ เราควรจะจ่ายแค่ 90 บาทด้วยซ้ำไป เพราะถ้าสั่งเป็นแก้ว มันจะเป็นแก้วละ 10 บาท แต่เราต้องการเอามาเทแบ่งๆกัน แบบได้น้ำแข็งเยอะหน่อย เพื่อจะได้ใส่น้ำชา หรืออะไรลงไปทีหลังได้ เพราะน้ำกระเจี๊ยบมันหวานมาก แต่เมื่อเราเทแบบแค่ค่อนๆแก้ว มันก็เลยพอแบ่งกัน 9 แก้ว แทนที่จะเป็น 8 แก้ว แล้วเราก็โดนคิดเงินเพิ่มมาอีก 10 บาทซะยังงั้น...  เหี้ยมั๊ยเนี่ย

 

พอเห็นพวกเราทำท่าไม่พอใจ อิแก่นี่ก็พูดเสียงดังแบบไม่พอใจว่า ทำไม จะโกงเหรอ?!?!

 

โท้.... ใครจะโกงมึ้งงง กะอีแค่ 10 บาทเนี่ย เพื่อนยะอีกคนที่เป็นกะเทยเลยหันไปตอบเสียงดังๆว่า ไม่กล้าหรอกคร๊า.... เจ้าของร้านชิงโกงซะก่อนแล้วแบบนี้น่ะ โต๊ะที่เหลือระวังให้ดีนะคะ วันดีคืนดี น้ำแข็งในแก้วท่านละลายกลายเป็นน้ำเปล่า คุณป้าแก่คนนี้จะคิดเงินค่าน้ำเปล่าท่านเพิ่มอีก ฐานมีน้ำเปล่ากินเพิ่มในร้านเค้า แล้วเราก็จ่ายเงินครบๆจำนวนน่ะแหละ พร้อมอาศัยคนหมู่มากเดินสบถก่นด่าออกมาในทำนองเดียวกันว่า กุจะไม่มากินร้านมึงอีกแล้ว จะโพนทะนาให้ทั่วตึกเลยด้วย เอาเด่ะ...

 

ป้าแก่ทำท่าไม่พอใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะกระเทยควายสองคนเดินเบิกทางออกไปนู่นแล้ว

 

 

 

ก๋วยเตี๋ยวเป็ดซอยคอนแวนต์นะคะพี่น้อง เจ้าที่อยู่ในซอกฝั่งตรงข้ามกับเซนต์โยน่ะ

 

 

คำพูดที่เป็นหัวเรื่องวันนี้ เป็นของแม่เฒ่าคนนึงที่ยะเคยคุยด้วยสมัยก่อน

 

ตอนนั้นเป็นปี 35 มั้ง? หรือไงนี่แหละ น้ำท่วมทุกหย่อมหญ้า ฝายกั้นน้ำที่แม่ฮ่องสอนแตก น้ำไหลท่วมเมือง คนบ้านป่าบ้านดอยรู้จักน้ำท่วมก็อิตอนนั้นแหละ มันขึ้นวืบๆ แล้วมันก็ลงวืดๆด้วยความรวดเร็ว ไม่เกินสองสามวัน เหลือทิ้งไว้แต่ความเสียหายและคราบตรงฝาผนัง

 

บ้านที่ลุงทิมเช่าอยู่เป็นบ้านชั้นเดียวที่มียกพื้นอยู่บ้าง เอาไว้เก็บของ

 

ไอ้ยกพื้นที่ว่า มันมีลักษณะเป็นเหล็กตัว C ตีเป็นโครงขึ้นไปตามฝาผนังสูงจากพื้นแค่พอพ้นหัว (หัวลุง – ซึ่งสูงมาก) แล้วเอาไม้กระดานพาดไปตามยาวเพื่อเอาไว้เก็บของที่เรายังไม่ได้ใช้ ณ ขณะนั้น เช่น เก็บผ้าห่มนวมหนาพิเศษในเดือนเมษายน หรือเก็บพวกเสื้อกันฝนเก็บร่มในเดือน พฤศจิกายนเป็นต้น

 

 ยกพื้นที่ว่านี้ ได้ช่วยชีวิตหนังสือแสนรักของพวกเราเอาไว้ รวมถึงเสื้อผ้าข้าวของต่างๆ ... หน้าตาไม่สวย แถมทำให้บ้านดูแคบ แต่มันใช้ได้จริงค่ะพี่น้อง Cry หลังน้ำท่วม เราเลยเสียหายน้อยกว่าเพื่อนบ้านหลังอื่นนิดหน่อย ค่าที่ว่า ของเล็กๆน้อยๆของเรายังอยู่ครบ แต่พวกทีวี ตู้เย็นนี่ ... ก็ไปแล้วเหมือนกัน (หลังจากนั้นมา เราไม่เคยมีทีวีอีกเลย เป็นที่มาว่า ทำไมยะไม่ชอบดูทีวี)

 

เดือนที่น้ำท่วมนั้นเป็นเดือนตุลาคม ซึ่งมันจะเริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ฝนลงค่อนข้างหนักในทุกปี พอกันยายน น้ำในบริเวณบ้านเราก็จะนองๆ ปริ่มๆให้ได้ใจหายกัน บางทีส้วมก็ราดไม่ลง นั่นถือเป็นสัญญาณเลยล่ะ บางทีถ้าบ้านไหนพื้นที่ต่ำมากๆ พอถึงเดือนตุลาคม มันก็จะท่วมบริเวณบ้านพอดี ท่วมแบบ ท่วมขังน่ะ ที่บ้านยะ น้ำมันจะท่วมทุกปีอยู่แล้ว ถึงประมาณครึ่งหน้าแข้ง แล้วพอเดือนพฤศจิกายน มันจะลดหายไป

 

แต่ปีนั้น เป็นปีพิเศษหน่อย เป็นปีที่เทศบาลประกาศออกเสียงตามสายเลยว่า ฝายแตกแล้ว น้ำจะมาถึงตัวอำเภอในอีก 5 ชม. เคยเห็นไหม? ระบบ PA ที่ประกอบไปด้วยลำโพงฮอร์นสีเทา ปักอยู่บนเสาไม้ไผ่สูงประมาณ 5 เมตร แต่โยงสายระโยงระยาง และปักเสาได้ทั่วเมืองเลยน่ะ ยะชอบนะ และถือว่า เค้าทำระบบได้ดีพอสมควร ใครเกิด ใครตาย งานใครจัดอะไรที่ไหน ก็ประกาศออกทางลำโพงนั้นแหละ ให้ชาวบ้านได้ทราบโดยทั่วกัน เช้าก็เปิดเพลงปลุก (6โมงน่ะมาละ) เปิดพระเทศน์บ้างอะไรบ้าง เย็นมาก็เปิดเพลงชาติ หรือเพลงจ๊อยค่าวซอ ก็ว่ากันไป ไม่รู้เดี๋ยวนี้ยังมีอยู่หรือเปล่า

 

อ้าว.... นอกเรื่องนี่หว่า Foot in mouth

 

หลังจากเทศบาลประกาศโพล๊ะ! ก็สร้างความแตกตื่นกันพอสมควร เด็กๆกลับจากโรงเรียนไปช่วยพ่อแม่เก็บของ แต่ของยะ ลุงบอกว่า อย่ากลับมานะ อยู่กับเกรียที่โรงเรียนน่ะแหละ เพราะลุงกลัวว่า น้ำจะท่วมสูงแล้วจะพัดเราหายไป เลยย้ำให้อยู่ที่โรงเรียน อยู่บนชั้นสองเข้าไว้ และถ้าจำเป็นก็ขึ้นไปชั้นสามซะเลย

 

พอตอนเย็น เราก็ได้เห็นน้ำท่วมถึง เอว .... ทั่วทั้งเมือง

 

โรงพยาบาล เทศบาล ถนนหนทาง กลายเป็นแม่น้ำสายย่อมๆไปหมด จำได้ว่า ยะตื่นเต้นมาก เพราะนอกจากเจ้าพระยากับน้ำปายแล้ว ยะก็เพิ่งเคยเห็นผืนน้ำเวิ้งว้างว่างเปล่าแบบนี้ครั้งแรก (แต่ที่โรงเรียนไม่ยักท่วมแฮะ)

 

เรากลับบ้านแล้วก็พบว่าเข้าบ้านไม่ได้ ลุงต้องพาไปอยู่บ้านเพื่อนที่เปิดเป็นบาร์ฮิปปี้ ณ ขณะนั้น อยู่ได้ราว 3 วัน ก็ถึงได้กลับมาที่บ้าน เก็บกวาดซากเน่าอะไรต่อมิอะไรในบริเวณบ้านกันยกใหญ่หลังจากนั้น

 

เวลาน้ำท่วมช่วงปกติของทุกปี สิ่งที่ขึ้นมาตายเสมอๆคือ ไส้เดือน (ไส้ปี) ตัวยาวกว่าฟุต อ้วนกลมเท่านิ้วโป้ง เป็นสิบๆตัวที่ลานหน้าบ้าน แต่ปีนั้นพิเศษ มีงูสารพัดชนิดจมน้ำตายเกลื่อนเลย ลุงต้องเอาไม้กวาดทางมะพร้าวมา กวาดๆพวกมันไปกองซ่อนไว้ทางหนึ่งก่อนที่เกรียจะเข้าบ้าน เพราะถ้ามันเห็นเข้า (ไม่ว่าจะเป็นหรือตายแล้ว) มันจะกรีดร้องโหยหวนไปทั่วหล้านภาปายเลยทีเดียว ....  อิเกรียมันเกลียดและกลัวงูเอามากๆอ่ะ

 

แล้วพอเดือนพฤศจิกายน อากาศแม่งก็หนาวร้ายกาจ หนาวชนิดที่เราเรียกกันว่า หนาวเสี้ยงป้อ (หนาวพ่อตาย) แต่คนที่ตาย ไม่ใช่พ่อยะหรือพ่อใคร แต่เป็นเหล่าพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยเฒ่าๆ และละอ่อนน้อย (เด็กน้อย) ไปจนถึงน้องแอ (เด็กทารก) ที่พ่อแม่หาเงินมาซื้อผ้าห่มให้ได้ไม่มากพอ.... ปีนั้น แม่ฮ่องสอนหนาวตายเป็นเบือ บางส่วนที่ไม่ได้หนาวตายก็ไฟครอกตาย เพราะอุบัติเหตุเพลิงไหม้ มีมาเล่าเป็นข่าวหน้าห้องทุกวัน

 

หนาวขนาดไหน ก็ถึงขนาดขี่มอไซค์โดยไม่ใส่ถุงมือไม่ได้ก็แล้วกัน.... เดินเอาเวิร์คกว่าอ่ะ

 

อากาศหนาวดำเนินไปเรื่อยๆนับแต่เดือน 11 ล่วงเลยไปจนถึงเดือน 2 ของปีใหม่ พอขึ้นต้นเดือน 3 ความลำบากก็มาเยือนพวกเรา เพราะแดดแจ๋ๆที่ควรจะแผ่ความร้อนตอนเข้าแถวหน้าเสาธง กลับยังไม่มีความร้อนให้ได้สัมผัสให้ชื่นใจเลยแม้แต่น้อย แล้วพอถึงต้นเดือน 3 ที่เป็นช่วงสอบปลายภาค เราก็แทบจับปากกาทำข้อสอบกันไม่ได้

ลมพัดโกรกมาทีไร เราก็สั่นกึกๆๆๆ ทรมานชิบเป๋ง  Tongue out

 

ย่างเข้าเดือนสี่หรอก ความหนาวถึงจะค่อยสลายหายไป แต่ช่วงเช้าจนถึง 10 โมง และหลังจาก 2 ทุ่มไปแล้ว มันก็ยังเย็นเยียบ เยี่ยวเป็นไออยู่ดี

 

ที่ปายสมัยนั้นน่ะ กระทั่งเดือนเมษา ก็ยังเก็บผ้านวมไม่ได้นะ

 

....

 

นั่นคือความทรงจำเรื่องน้ำท่วมในอดีตของยะ

 

สิ่งที่พบหลังจากน้ำท่วมปีนี้คือ ความหงุดหงิด การเมือง และเรื่องงี่เง่าของคนไม่กี่คนที่ทำให้ทั่วทั้งภาคกลางฉิบหายวายป่วงกันหมด

 

ด้วยหน้าที่การงาน เลยต้องเข้ามารับทราบความเสียหายในปริมาณท่วมท้น และตัวเลขมหาศาลที่ใครบางคนต้องเผชิญ (ตัวเลขของตัวเองที่ต้องผจญอยู่นี่ก็ใช่น้อย)

 

น้ำท่วมปีนี้ จึงไม่มีคำว่าสนุกเข้ามาเกี่ยวข้องเลยซักนิด มีแต่ความเสียใจ คับข้องใจ ขัดเคืองและเศร้าหมองซะล่ะมาก

 

ปีหน้า อย่าได้เป็นแบบนี้อีกเลย....  เฮ้อ....

ปีนี้ไม่มีโบนัส

posted on 10 Jan 2012 14:14 by whoaskyou

ปีนี้ไม่มีโบนัส

ปีนี้ไม่มีโบนัส

ปีนี้ไม่มีโบนัส

ปีนี้ไม่มีโบนัส

ปีนี้ไม่มีโบนัส

ปีนี้ไม่มีโบนัส

...

(_  _)”

 

 

ก็เข้าใจอ่ะนะ ยุคนี้ สมัยนี้ การได้โบนัสงามๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ไปเสียแล้ว

 

เข้าประชุมเมื่อเช้ามีเสียงตอบรับล้มหลาม เมื่อยะประกาศว่า จะลาคลอดเดือนสาม หลายคนถามว่า ทำไมลาเร็วนัก ในเมื่อ Birth Plan คือเดือนสี่....    

 
นะคะพี่น้อง   กุเหนื่อยค่ะ นั่งหายใจอยู่เฉยๆ กุยังเหนื่อยเลยค่ะ นี่งานในหน้าที่กรู ต้องแหกปากเช้ายันเย็น ก็เห็นใจกุนิด ไม่ได้อยากบ้าพลัง แต่พูดเบาๆ มาดผู้ดีๆแล้วใครมีฟังกุมั๊ย? ต้องให้ได้ตะคอก ต้องให้ได้เก๊กมาดโหด เบื่อเหมือนกันนะตำแหน่งนี้ หาคนมาทำแทนกุทีเหอะ

 

ยะกะว่าจะลาพักร้อนก่อน พักร้อนของปี 2011 ยังเหลืออีก 10 วัน (มันตัดทิ้งทุกเดือนเมษายน) จากนั้นจะลาคลอด... ได้ 90 วันใช่มะ ต่อจากนั้นจะลาป่วย (เริ่มนับใหม่เดือนเมษายน) ได้อีก 30 วัน แล้วก็ลากิจต่ออีกแม่ง 10 วันเลย....    หลังจากนั้น ถ้ายังไม่หายเหนื่อยอีก กุจะลาออก

 

เพื่อนก็บอกอิบ้า....  เสียดายเงินเดือนว่ะ แล้วที่ทำงานที่ไหนหาสบายเท่าที่นี่อีกเป็นไม่มีแล้ว

 

ค่ะ สบายน่ะ ตำแหน่งเมิงน่ะสิ เคยอ่าน JD กรูบ้างไหมว่ากุต้องทำอะไรบ้าง (JD = Job Description) โอเค...  งานมันอาจสบายบ้างในหลายๆเรื่อง แต่มันก็มีภาระอันหนักหน่วงคอยค้ำคออยู่เพื่อแลกกับเงินเดือนปริมาณนี้นะเว้ย ไม่ได้ถูกจ้างมาให้นั่งสวยเหมือนมึงนิคะเพื่อน (เพื่อนยะเป็น CSR ยิ้มรับคณะลูกค้า พาชมบริษัท และโรงงานอย่างเดียว)

 

แต่อย่างว่า มนุษย์เงินเดือนละหนอ ใครจะหนีสภาวะแบบนี้พ้น ต่อให้ไม่ต้องใช้เวลา 2 ชม.ยามเช้าบนรถเมล์ ฝ่าการจราจรมาตอกบัตร และไม่ต้องอยู่ทำโอฟรีก็เถอะ และถึงจะเงินเดือนขนาดนี้ (ทำมานาน ... ก็แก่แล้วนี่) ไม่ต้องกังวลเรื่องผลตอบแทนเสมอตัวยามสิ้นเดือนหรือเงินที่จะจุนเจือครอบครัวจะติดลบเหมือนในเอนทรี่ของคุณ luck2521 ตามลิงค์ด้านล่างนี้ก็เถอะนะ แต่ลูกจ้างก็คือลูกจ้างนะคะ คุณเอ๋ย...

http://luck2521.exteen.com/20120109/entry      ภาค 3

http://luck2521.exteen.com/20120108/entry      ภาค 2

http://luck2521.exteen.com/20120107/entry      ภาค 1

(ขออนุญาตประชาสัมพันธ์นะคะ)

 

 

 

 

เมื่อวันอาทิตย์ยะไปสอบมา เป็น Final ของป.โท ที่เรียนอยู่ ส่วนของป.เอก ยะดร็อปไว้แล้วเพราะมีทีท่าว่าจะไปไม่รอด ยะมีอาการเหนื่อยหอบง่ายมาก ไม่ว่าจะเดินไปห้องน้ำ เดินไปกินข้าว คุยโทรศัพท์ และแม้แต่นั่งอยู่เฉยๆ ทุกอย่างล้วนอยู่ในแนวราบทั้งสิ้น

 

เดือนนี้เป็นเดือนที่ 7 ของการตั้งท้อง น้ำหนักยะขึ้นมาจากเดิม 12 กิโล ถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับตอนท้องจินนี่ สมัยนั้นยังเยาว์วัย ก็ท้องนี่? แดรกแม่งเผื่อสองคนไปเลย เป็นไงล่ะ น้ำหนักขึ้นมา 30 โล จาก 50 เป็น 80 แล้วพอคลอด มันลงไปแค่ 10 โล อีก 20 เก๊าะอยู่กะกรูวววว์

 

ใช้เวลากว่า 5 ปี กว่าจะเอาออกได้อีก 10 โล จนน้ำหนักปกติก่อนท้องยัยหนูนี่ คือ 60 ตอนนี้เป็น 72 อืม.... ไม่เลวเนอะ

 

ยะยังขับรถได้อยู่นะ แต่ตอนนี้ไม่มีรถให้ขับ เพราะตึกสำนักงานที่เอารถไปจอดฝากไว้ช่วงน้ำท่วมนั้น น้ำมันซึมเข้ามาทางชั้นใต้ดิน แล้วสูงขึ้นถึงใต้ท้องรถ ทำให้ระบบไฟมันรวน จะเอาไปซ่อม มันก็หลายหมื่นอยู่ เมื่อรวมกับค่าคลอดลูก ค่าเทอมลูกๆ ค่าเทอมตัวเองและค่าซ่อมบ้านแล้ว ช่วงนี้ ยะมีค่าใช้จ่าย มหึ-มโหฬารบานตะไทมาก รถยังเหลืออีกคันที่ไม่เสีย เอามาใช้ก่อน ช่วงนี้เวลาไปไหนมาไหนก็เลยอาศัยโชเฟอร์ทิมพาไป เพราะถึงจะยังขับรถได้ แต่ไม่อยากคาดเข็มขัดนิรภัยอ่ะ หายใจไม่ออก  

 

การสอบรอบนี้เป็นการสอบแบบ Open Book

 

เราจะได้เห็นความวิตกจริตของผู้เฒ่าผู้แก่ก็อิตอนสอบแบบ Open Book นี่ล่ะค่ะ ข้อสังเกตอย่างหนึ่งคือ ยิ่งแก่(อายุมาก) เอกสารในมือยิ่งปึกหนา ไม่รู้จะขนห่าอะไรมากันมากมาย เวลาก็มีอยู่แค่ 3 ชม. คำถามแค่ 10 ข้อ หาคำตอบเจอกันมั๊ยน่ะ

 

เผื่อใครจะไม่ได้สังเกตนะคะ ในรายวิชาใดที่อาจารย์ท่านเมตตาให้เอาเอกสารประกอบการเรียนเข้าไปสอบด้วยได้เนี่ย คำถามราว 80 % จะเป็นคำถามที่ทดสอบกึ๋นเราเองทั้งสิ้น มันมักเป็นคำถามปลายเปิด ประเภท

“ท่านคิดอย่างไร..... “

“ท่านมีแนวทางอย่างไรในการ....... “

อะไรเทือกๆนี้ 8 ใน 10 จะไม่ใช่คำถามที่เราเปิดๆเอกสารไปแล้ว โอ้!! ลอกคำตอบเอาไปลงได้ทั้งดุ้นซะเมื่อไหร่ และถ้าท่านคิดห่าอะไรไม่ออก หรือไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง เอกสารตั้งใหญ่ที่ท่านหอบเข้าไป ก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะคำตอบจะไม่ได้อยู่ในหน้าไหนเลย

 

แล้วอีก 2 ใน 10 ที่เหลือล่ะ?

 

ก็คำนวณไงเคอะ (พวกเมิงมันคณะวิยาฯไม่ใช่เหรอ Cry ) เอกสารที่เอาเข้ามาด้วยก็ควรจะบรรจุสูตรที่ท่านน่าจะต้องใช้น่ะค่ะ ไอ้พวกเพาเวอร์พอยท์ ที่ไฟล์ทั้งไฟล์มีแต่รูปๆๆๆ แล้วก็คำบรรยายนิดๆหน่อยๆน่ะ บอกเท่าไหร่ก็ไม่ฟังว่าไม่ต้องเอาเข้ามา ก็ยังเห็นปริ๊นท์เอามากันอยู่ได้ ไร้ประโยชน์สุดๆ

 

 

ยะต้องนั่งสอบระหว่างผู้ชายสองคน คนซ้ายเป็นวิศวกรหนุ่มไฟแรง แต่หัวกลวง มันเอาตัวรอดมาได้สองปีจากคะแนนเก็บจากงานพรีเซนท์และงานวิจัยของคนอื่นที่มันเอามาดัดแปลงทั้งสิ้น คือบริษัทมันค่อนข้างมีชื่อเสียงล่ะนะ ปีๆนึง มีนักศึกษาจากม.นู้น ม.นี้ มาขอทุน ขอทำเรื่องเข้าทำวิจัย แล้วก็ทิ้งผลงานไว้ในห้องสมุดโรงงานเพียบ สบายแฮ...  บางอย่างที่อาจารย์ไม่เข้มงวดมาก มันก็แค่เอาไปถ่ายเอกสารแล้วเปลี่ยนปกเอา แค่นั้น ก็ได้คะแนนเก็บงามๆไปครองแล้ว น่าอิจฉามาก  

 

ส่วนอีกคน เป็นผู้หลักผู้ใหญ่อยู่ในกรมอะไรซักอย่าง งานการอันใด อาจารย์สั่งให้ทำก็ไม่เคยต้องทำเอง ลูกน้องค้นคว้าวิจัย ทำส่งแทนเสียสิ้น ถึงวันกำหนดมา ก็มีรายงานเล่มสวยมาวางอยู่บนโต๊ะให้พร้อมส่ง เพราะงั้น สองคนนี่ จะสร้างความรำคาญให้ยะเป็นอย่างมากในช่วงสอบของทุกเทอม เราจะเรียกคนซ้ายว่า ไอ้หล่อ ส่วนคนขวาเราจะเรียก พี่มึน ละกัน

 

โต๊ะที่สอบจะเป็นทรงโค้งๆ ทุกคนเหมือนจะถูกเทเข้าหากันหมด นั่งห่างก็เหมือนใกล้ เพราะระยะระหว่างคนสองคน มันมักจะเหลือไม่ถึง 2 ฟุตเสมอ

 

เข้าสอบได้ 15 นาที ไอ้หล่อหันรีหันขวาง “พี่ๆ มีไม้บรรทัดมั๊ย” “ไม่มี กุใช้บัตร นศ.ขีดเส้นเอา”

เข้าสอบได้ 30 นาที ไอ้หล่อสูดขี้มูกฟืดฟาด ยะโยนห่อทิชชู่ข้ามกองเอกสารไปให้ก็ไม่ยอมใช้ ไม่รู้มันจะเก็บไว้กินกะข้าวรึไง ฟืดดด ฟาดดดด ครืดดด คราดดดด ฟุดฟิดๆ อยู่นั่น น่ารำคาญสุดๆ ส่วนพี่มึนก็เริ่มเขย่าตีน – โต๊ะแม่งสั่นกึกๆๆๆ

 

“เฮ้ยพี่.... อย่าเขย่าตีนได้ป่ะ โต๊ะมันสั่นว่ะ”

 

พี่มึนหยุดสั่นขาได้แป๊บนึง ก็ซุบซิบเสียงดังข้ามกองเอกสารมาว่า “ยะเว้ย ข้อ 3.2 อยู่ในชีทไหนวะ?” (ข้อนั้นถามว่า หากท่านมีเครื่องจักรทั้งหมด x เครื่อง แต่ละเครื่องแดรกไฟ xxx วัตต์ต่อปี และท่านต้องการลดการใช้ทรัพยากรลง ท่านจะทำยังไงได้บ้าง) “ไม่มีนะพี่ คำถามปลายเปิด ต้องคิดเอาเองน่ะ”  ตอบเสร็จ สะบัดบ๊อบใส่กุอีก แล้วแม่งก็หาว่ายะงกคำตอบ  ปัดดิโท้... มันไม่ใช่คำถามประเภทที่จะหันไปตอบว่า ก.ไก่ แล้วจบเรื่องนะเว้ย....

 

ซักพัก พี่มึนไม่รู้คิดอะไรออก ยกเอาแปลนอะไรซักอย่างมาวางบนโต๊ะดังตึง! ทั้งหนาทั้งหนัก กระดาษไซส์ A3 ปึกเท่าพระไตรปิฎก เปิดหาใหญ่ ฟั่บๆๆ ฉึบ! กระดาษบาดแขนกุอีก (เพราะแม่งห่างกันแค่ 2 ฟุต)  โอ๊ยยยย  อะไรนักหนาเนี่ย Undecided

 

ชม. กว่าๆผ่านไป ไอ้หล่อสะกิด พี่ๆ ข้อนี้ใช้สูตรไหน (ไม่รู้ว๊อยยยย)

ซักพัก พี่มึนเรียก “ยะ... เอาสูตรแผ่นนั้นมาหน่อยสิ”  (เง้ย!! มึงเอาไป แล้วกุเอาอะไรใช้ล่ะ) “ยังใช้ไม่เสร็จพี่ ไม่ให้”  มันเลยตบโต๊ะใส่ยะเว้ย  

(O__O)”  
 
 เอาเขาสะดุ้งกันทั้งห้องว่ามันเกิดไรขึ้นวะ จนพี่อีกคนที่เป็นผู้ใหญ่เหมือนกันต้องปรามว่า เอกสารของใครก็ของใครสิคุณ ให้มันน้อยๆหน่อย ถ้าพี่เค้าไม่ช่วย ยะคงด่าเอากลางห้องแล้วว่า น้อยๆหน่อย กุไม่ใช่ลูกน้องมึงที่กรมนะ อีปลวกหนิ ว่าแล้วก็จัดการ Add มันลงในบัญชีหนังหมาในใจ บันทึกพฤติกรรมซะ   

 

ก็นั่นดิวะ เค้า Open Book มันคือ Book ใคร Book มันนะเฟ้ย ไม่ใช่อนุญาตให้มึงมา Open Book กรู

 

จนเมื่อผ่านไปสองชั่วโมงครึ่ง ยะเหลือ 2 ข้อที่คิดยังไงก็คิดไม่ออก ยะก็เลยลุกไปส่งข้อสอบ (ยังไงก็คิดไม่ออก จะนั่งทู่ซี้อยู่ไปไย) พี่มึนยังมีมาดึงชายกระโปรงไว้อีกนะว่า ขอเอกสารเอาไว้หน่อยสิ ไหนๆจะไปแล้วก็ ...  เอาก็เอ๊า อยากได้ก็ให้ แต่ปรากฏว่าพอเอาไป อ่านไม่ออก (ลายมือกุสวยซะด้วยสิ) เพราะยะ Lecture เอาไว้เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด มีภาพถ่าย ลายแทงขุมทรัพย์โบนันซ่า ที่ยะเข้าใจเองคนเดียว แล้วก็อย่างที่ทราบกันนะคะ ข้าราชการไทยกับภาษาอังกฤษน่ะ ไปกันได้ซะที่ไหน โสนะน่า ..... Cry

 

 

ออกจากห้องสอบมาก็ได้เวลากลับบ้าน เห็นว่ามีนัดกินไรกันไม่รู้ แต่ยะเหนื่อย เลยขอตัวละกัน ยะเพิ่งย้ายกลับเข้าบ้านน่ะ หลังจากที่ช่างแอร์มาต่อ coil ร้อนด้านนอก และช่างน้ำมาต่อปั๊มน้ำให้แล้ว ชุดครัวใหม่ก็มาแล้ว ยังอยู่แต่โซฟา ยังไม่มาส่งเพราะคิวยาวมว๊ากกกก (SB ขายดีสุดๆอ่ะยะว่า) บ้านจะยังโล่งๆว่างๆ แต่ชีวิตปกติของเราเริ่มจะคืนมาบ้างแล้ว

 

การ Renovate บ้านที่โดนน้ำท่วมของตัวเองนั้น ต้องใช้กำลังใจอย่างสูง หลายๆอย่าง ยะเห็นแล้วทำใจไม่ได้ เช่น พรมผืนโปรดที่ต้องลอกทิ้งไปทั้งแผง หรือโซฟาตัวเก่งที่ใช้กันมายาวนาน ยังไม่รวมของติดผนังน่ารักๆฝีมือลูกสาว ที่อีกซักเดี๋ยวมันจะไม่อยู่ทำให้แล้ว แล้วยังชุดครัวอีกเล่า พอเปลี่ยนครัวใหม่ ก็เหมือนย้ายบ้านหลังใหม่ ไม่คุ้นเอาเสียเลย

 

5000 มันจะไปพออะไร๊....  Frown

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จบมันดื้อๆงี้แหละ เหนื่อยแระ เดี๋ยวหายเหนื่อย ค่อยมาคุยใหม่นะคะ สวัสดีวันเด็กล่วงหน้าค่ะ

 

  

 

 

 

  

 

เดือนธันวา กำลังจะผ่านพ้นไป ถ้าตอนเป็นเด็กๆ เราก็จะคิดถึงแต่ งานปีใหม่ งานคริสมาส หรือไม่ก็ตรุษจีน (อันนี้ล่วงหน้าไกลไปนิด) แต่พอโตเป็นผู้ใหญ่ สิ่งที่เราคิดถึง มันก็ไปไกลกว่านั้น ลึกลับซับซ้อนกว่านั้น ยุ่งยากกว่านั้น

 

ตัวยะเอง ถึงจะจบโทไฟแนนซ์มา แต่เรื่องการเงินส่วนบุคคลนี่ ยะไม่ถนัดเอาเสียเลย ยาขมจริงๆ Tongue out

 

กติกาการอยู่ในสังคมทางด้านเงินๆทองๆของประเทศนี้ มันก็เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาจริงๆนะ ไม่ใช่ในเชิงโครงสร้าง แต่เป็นในทางรายละเอียด

 

สมัยก่อนตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ เงินเดือนหมื่นสองหมื่นไม่เคยสนใจรายละเอียดอะไรแบบนี้ เพราะบางเดือนก็โดน(ภาษี) บางเดือนก็ไม่โดน ที่หักไปอย่างมากก็ประกันสังคม  750 บาทกับค่าหยุมหยิมยิบย่อย อาทิเช่น IF บ้างอะไรบ้าง ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ตกเดือนละพันนิดๆ ไม่เป็นที่น่าสนใจอะไร แต่พอเริ่มทำงานนานๆไป ปรากฏว่า เงินเดือนเดี๊ยนร้อยนึง โดนหักไป ขี้หมูขี้หมา ขั้นต่ำก็ยี่ฉิบเข้าไปแล้ว แล้วยิ่งพอเห็นตัวเลขสรุปยอดการหักภาษีรายปี กรี๊ดดดดด ....  หลวงท่านเอาของเดี๊ยนไปขนาดนี้เชียวเร้อออออ....  จะเป็นลม Undecided

 

หลังจากนั้น กระบวนการหลบเลี่ยงภาษีอย่างถูกต้องตามกติกาบ้านเมืองก็ประดังประเดเข้ามาในหัวไม่เว้นในแต่ละวัน วิธีที่ยะใช้มาโดยตลอดก็คือ

1. รับอุปการะเด็กจากมูลนิธิที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ ... แหม.... คุณขา เดือนละ 500 บาทต่อคน มันไม่ได้มากมายอะไร MK มื้อนึงไม่รู้จะพอหรือเปล่า รับไว้สี่ซ้าห้าคนก็ไม่ได้ลำบากอะไร แถมยังมีความรู้สึกดีกว่าที่จะเอาเงินส่วนนี้ไปเข้ากระทรวงคลังซึ่งไม่รู้จะแปรรูปออกมาเพื่อเข้ากระเป๋ารมต.ท่านใดยามสิ้นปีงบประมาณอีก

 

2. คล้ายกัน คือ เลือกบริจาคกับมูลนิธิที่สามารถเอายอดไปลดหย่อนภาษีได้ ความรู้สึกเดียวกันน่ะแหละค่ะ คือ เงินของเรา สามารถทำประโยชน์ได้มากกว่าที่มันจะถูกเรียกเก็บเข้าไปอยู่ในกระทรวงการคลังแน่ๆ

 

3. ซื้อกองทุน แต่อันนี้ มันก็มีข้อจำกัดอยู่ที่ว่า ต้องไม่เกินเท่านั้นเท่านี้เปอร์เซ็นต์ต่อคนต่อปี และการซื้อกองทุน มันไม่ใช่ว่าซื้อแล้วปีนี้ ปีหน้าขายทิ้ง เอาเงินออกมาใช้ได้เลย มันก็มีระยะเวลาของมันที่จะต้องแช่เงินไว้อย่างนั้น (ด้วยการปันผลอันนิดน้อยเท่าหอยมด) สำหรับคนที่ต้องหมุนเงินตลอดเวลา ก็คงไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ แต่ยะซื้อเต็มแม็กทุกปี ไม่ได้หรอก ปีไหนไม่ซื้อ เป็นต้องจ่ายเพิ่มหัวบาน

 

4. หักดอกเบี้ยบ้าน... ก็กู้มาซื้อบ้านนี่เนาะ รัฐบาลท่านก็ใจดี เห็นจ่ายดอกแพงก็เลยให้เอาดอกแสนนึงต่อปีมาลดหย่อนได้ หารู้ไม่ ดอกอิชั้นเยอะกว่านั้นประมาณ 2 แปลงครึ่ง น่ะฮ่ะ .... เอาน่ะ ดีกว่าไม่ได้อะไร Foot in mouth

 

5. หักเบี้ยประกันชีวิต โชคดีอยู่อย่างที่ว่า ทั้งเบี้ยประกันชีวิตและสุขภาพทั้งหลายแหล่ที่ประโคมซื้อมาไม่รู้กี่สำนักนั้น มันก่อนปี 50 หรือปีอะไรซักอย่างนี่แหละ ทำให้ทั้งประกันสุขภาพชนิดจ่ายค่าชดเชยการรักษาพยาบาลและค่าประกันชีวิตสามารถนำยอดไปหักลดหย่อนภาษีได้ทั้งหมด ทั้งของตัวของลูกๆ เพราะว่าหลังจากปีที่กำหนดนั้นแล้ว ยอดที่จะสามารถนำมาหักลดหย่อนได้นั้น จะเป็นยอดประกันชีวิตแต่เพียงอย่างเดียว

 

6. หักค่าเลี้ยงดูบุตร และค่าเบี้ยพิเศษอุปการะบุตรบุญธรรม รวมกันปีละครึ่งแสน เอาน่ะ ถึงจริงๆแล้วค่าใช้จ่ายมันจะเยอะกว่านั้นบานเบิก แต่ใช่ว่าเราจะมีลูกเพื่อเอามาลดหย่อนภาษีนี่เนอะ จริงๆบางคนเค้าสามารถหักค่าอุปการะเลี้ยงดูพ่อแม่ได้คนละ 3 หมื่นต่อปีด้วย แต่ของยะซวยหน่อยตรงที่ต่างเท่งทึงรึไม่ก็สาบสูญไปกันหมดแล้ว เลยอดไป หรืออย่างเต๊ก ที่ทั้งบิดามารดร ไม่ว่าใคร ต่างก็มีรายได้เยอะกว่ามันประมาณยี่สิบเท่าตัว ขืนกรอกลงฟอร์มไป สรรพากรเขาจะได้โทรกลับมาด่ามันสิ (ไอ้ตอแล๊... !!) ก็เลยอดไป   

 

เก๊าะ ... ราวๆนี้แหละ ที่ยะใช้ เพราะในส่วนของยะ มันก็แค่ ภงด.91 รายได้ส่วนบุคคล ซึ่งไม่ได้มากมายอะไร ส่วนของอิเต๊กสิ เยอะแยะบานตะเกียง ทั้ง ภงด. ทั้งกองทุนมรดก ฯลฯ จนมันต้องทำไฟล์ Spread sheet ไว้ส่วนตัวไฟล์นึงเพื่อตรวจทานก่อนที่จะถึงกำหนดเวลายื่นภาษีประจำปีกันเลยทีเดียว ทั้งมันยังใจดีส่งโปรแกรมคำนวณที่มันทำสูตรเองใช้เองไฟล์นั้นมาให้ยะด้วย ก็ประมาณว่า แต่กรอกตัวเลขตามช่องต่างๆแล้ว ช่องผลลัพธ์สุดท้ายก็จะบอกเราเองว่า ปีนี้ เราต้องจ่ายเพิ่ม หรือจะได้เงินคืนจำนวนเท่าไหร่ ซึ่งโดยปกติ ยะก็จะได้คืนนะ ไม่มากไม่มาย แค่ทำให้พอรู้สึกดีได้บ้างว่า หลวงท่านไม่ได้เอาแต่ได้ถ่ายเดียว ใครที่มีเหตุจำเป็น ท่านก็คืนให้ (บ้าง)

 

คือยะจะบอกว่า... จริงๆ คนที่คิดเรื่องหลบเลี่ยงภาษีเนี่ย เค้าไม่ได้เป็นคนชั่วคนเลวอะไรหรอกนะ ถ้าทำในส่วนที่สมควรและมีกฎมีช่องบัญญัติไว้ให้ทำได้โดยทั่วกันอยู่แล้วน่ะ แต่กับคนที่ถึงกับกำหนดช่องกฎรูโหว่ใหม่ๆขึ้นมา เพื่อให้ตัวได้หลบเลี่ยงมากขึ้นเนี่ย ก็เกินไป คือคนอื่นเขาจ่าย ทำไมถึงจะเป็นแกคนเดียวที่ไม่ได้จ่าย (วะ)

 

หรืออีกทีนึง คนที่ตลอดชีวิตไม่เคยได้จ่ายภาษีบ้าบออะไรเลยซักบาทเนี่ย (พวกที่มีรายได้ทั้งปีเฉลี่ยออกมาต่ำกว่า 19,999 บาทต่อเดือน และไม่ได้ทำกิจการธุรกิจอันใด) จริงๆ ก็ไม่มีสิทธิ์มาวิจารณ์การใช้ เงินภาษี เพื่อ คนที่จ่ายภาษีนั้น เลยซักนิดนะ ดังจะเห็นตัวอย่างจากการที่คนต่างจังหวัดบางอำเภอบางกล่ม บางคน ที่จำขี้ปากนักการเมือง บางคน มาประณามกรุงเทพมหานครอยู่เย้วๆว่า ใช้เงินเยอะยังงั้นยังงี้ เงินที่ใช้ในกทม.จำนวนนั้น สมควรจะเอามาพัฒนาบ้านเมือง(ของคนพูด)จุดนั้นจุดนี้จะดีกว่า

 

บอกตรงๆ ยะฟังแล้วหมั่นไส้ คลื่นไส้ เวียนหัว Innocent

 

เงินพวกกู ให้เอาไปใช้ เพื่อพวกมึง ?? บ้านป๊าเมิงเหรอที่เรียกว่ายุติธรรมน่ะ

 

วิธีที่จะแก้ปัญหาได้ตรงจุดที่สุดโดยการจัดแบ่งภาษีตามเขตจังหวัด นั่นก็คือ  ภาษีที่จ่ายในกรุงเทพ ให้ใช้ในกรุงเทพ ภาษีจากจังหวัดไหน ให้ใช้ไปในจังหวัดนั้น ทีนี้ก็จะได้รู้กันว่า ใครเก็บได้น้อย เบี้ยน้อยหอยน้อยก็ใช้กันประหยัดๆไป ใครเก็บได้เยอะ ก็ใช้เยอะ เกิดโครงการเยอะ พัฒนากันเยอะไปตามส่วน จะได้เห็นภาพชัด และไม่ต้องจำขี้ปากใครมาพูดต่อเป็นนกแก้วนกขุนทองเพื่อหวังจะอัพภาพลักษณ์ของตัวให้ดูดี

 

 

 
ก็อีกน่ะแหละ นโยบายหลวงท่านมาแบบนี้ ในเมื่อเปลี่ยนแปลงสิ่งใดไม่ได้ ก็ต้องยอมรับกันไปในขอบเขตที่ยอมกันได้โดยสาธารณะ (แปลว่า ปฏิบัติกันเป็นสาธารณะ ไม่ใช่บังคับใช้เฉพาะกลุ่ม)

 

แต่ทีนี้มันก็จะมีจังหวัดอุ๊บอิ๊บอยู่จังหวัดนึง ที่เก็บได้น้อย แต่ใช้งบเกินตัวมาหลายชั่วคนที่คิดจะต่อต้านอีกน่ะแหละ เป็นจังหวัดที่ใครก็รู้ แต่ไม่มีใครพูด และไม่มีใครเดาถูกน่ะค่ะ  Smile

 

 

ชีวิตไม่สิ้นก็ดิ้นกันไปเนอะ สู้ต่อไป ชาวศตวรรษที่ 22 แห่งไทยแลนด์แดนสยามทุกคน

สวัสดีปีใหม่ค่ะ